วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่4 ฟ้าหลังฝน

   
        ขอนางฟ้า กล่อม เจ้า แทนตัวพี่   
        ให้คนดี มีสุข ไม่เศร้าหมอง 
        ซับน้ำตา ให้เจ้า อย่าเพียงมอง      
        ขอให้น้อง นอนหลับ พักกายใจ
                  แม้ว่าเจ้า ไม่รู้ ว่ามีพี่                  
       แต่คนดี พี่จะ ไม่ไปไหน
          คอยเฝ้ามอง ถนอมเจ้า ด้วยดวงใจ     
        ไม่ให้ใคร ทำร้าย ใจเจ้าเลย

    จันทร์เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเมื่อแม่เข้ามาปลุก แม้จะเป็นวันเสาร์ที่ไม่ต้องทำงาน แต่บ้านนี้ไม่อนุญาตให้ลูกนอนตื่นสายสักคนเดียว
    ตาที่บวมจนปวดเป็นผลจากการร้องไห้มันไม่ชัดเท่ากับอาการที่จามตลอดเวลา ทำให้แม่บ่นเรื่องที่ไม่พกร่มติดตัวจนตัวเปียกเป็นลูกหมา มากกว่าจะสังเกตเห็นตาลูกสาวที่บวมมากกว่าปกติ 
   “กินยาพาราดักไว้ก่อนนะลูก ดื่มน้ำเยอะๆ ดื่มน้ำส้ม ทานวิตามินซีด้วยนะ อ้อแล้วอย่าลืมกินข้าวต้มล่ะ” แม่สั่งชุดใหญ่ แต่จันทร์ก็ทำทุกขั้นตอนไม่กล้าขัด เพราะถ้าแม่มาตรวจเจอที่หลัง มีหวังบ่นไปอีก 3 วันเลยทีเดียว
   มื้อเช้าหลังจากที่ทุกคนทานเสร็จ แม่จะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในบ้านต่างจากพ่อที่จะอยู๋ในบริเวณสวนหน้าบ้าน
   
    ดอกไม้หน้าบ้านที่พ่อขยันหาซื้อมา ทำให้หน้าบ้านมีสารพัดพรรณดอกไม้  กลิ่มหอมตลบอบอวลของจำปีสีทองที่ออกดอกเต็มต้น และแก้วหิมาลัยที่กำลังแข่งกันบาน ทำให้จันทร์ผ่อนคลายมากขึ้น 
แก้วหิมาลัย
               
“หนู ไม่สบายไม่ใช่เหรอลูก”  ชายผู้สูงวัยเงยหน้าถามลูกสาวที่เดินมาหา ก่อนที่จะก้มหน้าถอนต้นหญ้าเล็กๆ ในกระถางชวนชมต่อ
        “ หนู อยากเดินเล่นก่อน แล้วค่อยไปนอนค่ะ ” จันทร์กล่าวก่อนที่จะก้มตัวหอมแก้วพ่อแรงๆ หนึ่งฟ้อดใหญ่ 
          “เป็นอะไร หรือเปล่าลูก?” ผู้เป็นพ่อถามด้วยความเป็นห่วง เพราะถ้าจันทร์หอมแก้มพ่อครั้งใดนั้น หมายถึง จันทร์มีปัญหาที่บอกแม่ไม่ได้
   จันทร์เดินจูงมือพ่อ ชมสวนดอกไม้ไปเรื่อยๆ  “ ไม่มีอะไรค่ะ เพียงแค่ หนูเจอกับนัดเมื่อคืน ตอนที่เขาขอสาวแต่งงานค่ะ” จันทร์ยิ้มให้พ่อ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้า 
        “ดีแล้วที่ได้เห็น จะได้ตัดใจเสียทีไง และหนูควรยินดีกับนัดด้วย ที่เขาได้เจอคนของเขาแล้ว ถ้าหนูคิดว่านัดคือเพื่อน หนูจะไม่สุขใจเหรอที่เพื่อนจะแต่งงาน”พ่อพูดแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนโอบเอวลูกสาวเพื่อเดินกลับไปยังตัวบ้าน “ลูกพ่อออกจะเข้มแข็ง ผ่านได้สบาย ยิ้มไว้ลูก”
        คำพูดของพ่อทำให้จันทร์ อดหวนคิดถึงนัดที่เป็นทั้งเพื่อนและแฟนคนแรกไม่ได้ บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่อาจจะไม่ใช่เสมอไป นัดคือชายคนแรกที่ร้องเพลงกล่อมจันทร์นอน เป็นคนที่มารับจันทร์ทุกวันเมื่อจันทร์ฝึกงานเสร็จ ทำให้จันทร์อายแทบตายเมื่อถูกพี่ยีราฟและพี่แพนด้าแซวเพราะอิจฉาในความหวานของเรา นัดทำให้จันทร์รู้จักรัก และเป็นคนที่ตอบแทนความรักของจันทร์ ด้วยคำว่า “ขอโทษ เราไม่เหมือนเดิม และเดินจากไป​“ หลังงานเลี้ยงฉลองรับปริญญาในช่วงเย็น

       จันทร์ไม่เคยรู้ว่า สาเหตุของการเลิกกันนั้นเพราะอะไร? 
 สำหรับจันทร์ สิ่งที่อยากรู้มาตลอดคือ “ อะไรทำให้เขาต้องขอเลิกและจันทร์ผิดอะไร”
             “หรือสาวสวยที่นัดขอแต่งงานคือสาเหตุ
              หรือเพราะความเชยของจันทร์คือสาเหตุ
              หรือเพราะความไกลกันหลังจากเรียนจบคือสาเหตุ
              หรือ หรือ??”

      “จันทร์” พ่อเรียกสติของจันทร์คืนมา หลังจากเห็นลูกสาวหยุดเดินและมีสีหน้าที่เครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
      “คิดอะไรอยู่ลูก” เสียงพ่อเตือนสติ “ถ้าคิดเรื่องนัดอยู่ พ่อแนะนำให้หยุดคิด เพราะคำตอบมันไม่ได้อยู่ที่หนู ยิ่งหนูคิดหนูก็จะมีแต่ทุกข์นะลูก ปล่อยวางซะ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องคิดต่อ บางคำถามไม่จำเป็นต้องมีคำตอบก็ได้นะลูก ให้มันจบเพื่อตัวลูกเอง” พ่อมองลูกสาวที่ยังคงคิ้วขมวดอยู่ ก่อนจะชี้ชวนให้ลูกสาวมองไปที่ฟ้ากว้าง

       “วันนี้ฟ้าสวยไหม” พ่อมองฟ้า พร้อมกับมองหน้าลูกสาว

         “สดใสค่ะ พ่อ” จันทร์มองพ่อด้วยความสงสัย
           
          “เมื่อคืนฝนตกฟ้าคะนอง ท้องฟ้าดูน่ากลัว ใช่ไหม? แต่เมื่อฝนจากไป ดูสิ เราได้เห็นท้องฟ้าที่สวยงาม ต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้ชูไสวแข่งกันส่งกลิ่นหอม แม้สนามหญ้าจะรกไปบ้าง แต่พอกวาดเสร็จก็สวยเหมือนเดิม พ่ออยากให้ลูกมีชีวิตดังฟ้าหลังฝนนะ วางสิ่งที่กวนใจลูกออกไป จำเฉพาะส่วนที่ดีของนัดไว้ ส่วนที่ไม่ใช่ให้ทิ้งไปนะลูก เริ่มต้นใหม่ ให้อภัยนัด และให้อิสระกับตัวเอง ทำได้ไหมลูก? ลูกก็จะเห็นสิ่งที่สวยงามที่อยู่ตรงหน้าไม่ทำคิ้วขมวดเหมือนตอนนี้  นำความสดใสของลูกกลับมายังบ้านของเรานะ พ่อรักลูกนะ  ลูกรัก ” 
           พ่อชวนให้จันทร์เข้าบ้าน เพราะแดดเริ่มแรงแล้วเดี๋ยวจะไม่สบาย
  
          “พ่อจ๋า คำพูดทุกคำของพ่อ ทำให้จันทร์มองโลกไปในทางที่ดีเสมอ มันเป็นยาใจที่ไม่ต้องซื้อหาด้วยเงิน แค่กลับบ้านมากอดพ่อก็จะได้กำลังใจเต็มถังแล้ว จันทร์รักพ่อค่ะ” จันทร์คิดและเดินพร้อมพ่อกลับไปยังตัวบ้าน


                                             พบกันตอนต่อไปเร็วๆ นี้



วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 3 เราคือคนที่ใช่สำหรับใคร

                    

        หากรู้ว่า รักนี้ จะทนทุกข์  
        คงจะหยุด ไม่เดิน ให้ใจหาย
         หัวใจนั้น เจ็บช้ำ ช้ำเจียนตาย 
              มันน่าอาย ที่เผลอเดิน โดยตั้งใจ

  
           สายฝนที่โปรยปรายในช่วงเดือนสิงหา ยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทางเดินที่แฉะนอง ฝนที่ตกมาแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แสงนีออนสีเหลืองอ่อนจากไฟทางสลับกับเงามืดของตึกแถวที่ปิดสนิท  
           ภาพชายหนุ่ม หญิงสาวจูงมือกันวิ่งฝ่าฝนมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด ทำให้ชายหนุ่มที่วิ่งตามมาด้วยความเป็นห่วงต้องหยุดชะงัก ชายนักเปียโนตั้งใจจะนำร่มมาให้สาวน้อย เมื่อเห็นว่าฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก หลังจากที่พวกเขาจากไปไม่นาน 
    แต่เมื่อเห็นมือของสองหนุ่มสาวจับกันแน่นและวิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟอย่างรวดเร็ว 

           “คง ไม่ต้องใช้แล้วมั้ง”

           ชายนักเปียโนพึมพำเบาๆ พร้อมทั้งกำร่มที่ถือไว้แน่น หันหลังกลับเดินไปยังจุดที่เขาเพิ่งเดินผ่านมา โดยที่ตัวเขาเองก็เปียกปอนไม่ต่างจากชายหนุ่มและหญิงสาวที่จากไป 
           สองหนุ่มสาว ปล่อยมือออกมาแทบจะพร้อมกันเมื่อถึงสถานี ความเงียบสงบยามค่ำคืนในมหานครที่ไม่เคยหลับใหล และความเงียบของสถานีรถไฟฟ้าที่ปราศจากคน ทำให้ได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจหอบๆ ของชายหนุ่มและหญิงสาวเท่านั้น

           “เป็นไงบ้างเรา” พี่หมาน้อยถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยน จนทำให้จันทร์ อดที่จะร้องไห้อีกไม่ได้ เพราะรอยยิ้มของพี่หมาน้อยมันคล้ายกับนัดเหลือเกิน
    
           “อ้าวร้องอีกแล้ว ไม่ร้องแล้วนะ” พี่หมาน้อยลูบหัวหวังจะปลอบ แต่สาวน้อยเงยหน้าขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่ยังไหลอยู่
           “จันทร์ผิดตรงไหน คะพี่
 จันทร์   ฮือๆ”
   
            เสียงร้องไห้กับบรรยากาศที่คล้ายกัน ทำให้เขา อดคิดถึงหญิงอีกคนหนึ่งไม่ได้ เขาเองก็เคยได้ยินคำถามนี้เหมือนกัน กับสาวที่วันนี้เจอกันโดยบังเอิญ แต่วันนั้นเขาไม่รู้จะตอบอะไร ทำได้แค่เงียบและเดินจากไปท่ามกลางสายฝนเหมือนบรรยากาศวันนี้ 
“ขี้ขลาดสุดๆ” เขาคิด
                         
“จันทร์ไม่ผิดหรอก เพียงแต่เราคือคนที่ไม่ใช่เท่านั้นเอง” ชายหนุ่มปลอบหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย 

             “ใช่ เราไม่ใช่สำหรับฟ้าและฟ้าไม่ใช่สำหรับเรา” ชายหนุ่มคิด ก่อนที่จะถอนหายใจ มือก็ยังลูบหัวหญิงสาวตรงหน้าอยู่ 
            "เวลาจะช่วยได้ สู้ๆนะ ” เสียงอบอุ่นที่ให้กำลังใจทำให้จันทร์สงบลง แต่ชายหนุ่มกับมีคำถามในใจ“เวลาช่วยได้จริง แต่มันสักกี่ปีล่ะ” ชายหนุ่มคิดก่อนที่จะถอนหายใจอีกครั้ง ด้วยความท้อใจกับชีวิตตนเอง
             จันทร์เช็ดน้ำตา และยิ้มให้พี่หมาน้อยเมื่อมองเห็นรถไฟฟ้ากำลังจะมาถึง “ไปกันเถอะค่ะ” สองหนุ่มสาวไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยหลังจากขึ้นรถไฟฟ้ามาแล้ว ทั้งสองเหมือนอยู่ในภวังค์ของความคิด 
              5 ทุ่ม 5 นาที จันทร์ก็มาถึงบ้านต้นตาล บ้านไม้ 2 ชั้นหลังไม่ใหญ่มากแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น 
              สาวสูงวัย แต่ยังคงความสง่า ยืนกางร่มอยู่ที่หน้าบ้าน พอเห็นเจ้าตัวแสบวิ่งเข้ามาหา ก็อดต่อว่าไม่ได้
             “ หนูบอกแม่ว่า 5 ทุ่มไม่ใช่เหรอ แต่นี่มันสายกว่า 5 นาที คราวหน้าจะไม่ให้ไปแล้วนะ แถมตัวยังเปียกกลับมาอีกถ้าเป็นหวัดจะหยิกให้เนื้อเขียวเลย” แม่ทำท่าจะหยิก แต่ต้องหยุดมือลงหลังจากเห็นชายหนุ่มที่เดินตามมาด้วย


“แล้วใครหละ สุดหล่อคนนี้น่ะ”

              จันทร์กอดแม่ไว้แน่น น้ำตาที่เพิ่งหยุดกลับไหลออกมาได้อีก ยังดีที่ฝนและแว่นหนาๆ ช่วยบดบังน้ำตา ทำให้แม่ไม่รู้ว่าจันทร์กำลังร้องไห้อยู่
              
  “ดูสิตัวเปียกทั้งคู่เลย เข้ามาก่อนนะพ่อหนุ่ม” แม่พูดพร้อมชี้ชวนให้พี่หมาน้อยเข้ามาในบ้านด้วยกัน

             "หนูลูก พ่อนอนไม่หลับนั่งรอหนูอยู่ในบ้านแหนะ ไปหาพ่อก่อนแล้วตรงไปอาบน้ำเลยนะ" เสียงแม่กำชับ ก่อนจะนำพี่หมาน้อยเข้ามาในบ้าน
             หลังจากดื่มน้ำขิงอุ่น​ๆ และการได้เช็ดตัวให้แห้ง ชายหนุ่มก็กล่าวสวัสดีผู้ใหญ่ทั้งสองอีกครั้ง อย่างเป็นทางการ ผมชื่อ คฑาวุธ หรือวุธแต่ที่ทำงานเรียกหมาน้อย เป็นพี่ที่ทำงานครับ พอดีพี่หมีอ้วนเห็นว่าผมกลับทางเดียวกับน้องจันทร์ เลยวานให้ผมมาส่งครับ ชายหนุ่มพับผ้าเซ็ดตัวที่ใช้แล้ววางลงบนโต๊ะและกล่าวขอบคุณสำหรับความกรุณาที่ท่านทั้งสองมีให้ 
            “ผมต้องขอโทษอีกครั้งนะครับที่ผมมาส่งน้องดึกเกินไป” ชายหนุ่มยกมือไหว้เพื่อขอโทษและกล่าวลา เพราะใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว 
             ผู้ใหญ่ทั้งสองรับไหว้ด้วยความเต็มใจ ทั้งยังขอบใจที่พาจันทร์มาส่งบ้านด้วยความปลอดภัย ฝากลาน้องจันทร์ด้วยนะครับ ชายหนุ่มยิ้มกับแม่ของจันทร์ 
                       
 "ว่างๆก็มาเที่ยวบ้านนี้บ้างนะจ๊ะ "แม่ของจันทร์ยิ้มพร้อมกับเดินไปส่งชายหนุ่มถึงหน้าบ้าน

       ดวงดาวที่ส่องสว่างระยิบระยับบนท้องฟ้าเมื่อไร้เมฆฝนเฉดเช่นฟ้ากระจ่างดาว มันแตกต่างสิ้นเชิงกับความรู้สึกมืดมนของชายหนุ่มที่เดินกลับบ้าน “คืนนี้จะหลับลงไหมเนี่ย” ชายหนุ่มถอนใจ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่2 วันแรกกับจุดเริ่มต้น

       เสียงหัวเราะดังๆ และเสียงชนแก้ว ในร้านอาหารกึ่งผับแถวสุขุมวิทมันทำให้จันทร์อดคิดไม่ได้ว่า นี่แหละชีวิตของคนทำงานหลังเลิกงาน
       พี่หมีอ้วนแนะนำให้จันทร์รู้จักกับพี่ๆทุกคนในตอนเช้า พี่ยีราฟ และพี่แพนด้า แนะนำตัวอย่างเป็นทางการขัดกับท่าทางที่ช่างไม่ทางการเสียเลย 
       พวกพี่เขาสนิทกับจันทร์ตั้งแต่จันทร์มาฝึกงานเมื่อปีที่แล้ว และยังเป็นตัวตั้งตัวตีช่วยให้จันทร์ได้งานในครั้งนี้ด้วย เพราะโดยปกติแล้วแผนกนี้รับแต่ผู้ชาย (หล่อๆ และอัทธยาศัยดี เท่านั้น)  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผลว่าทำไมกว่าจะเรียกตัวจันทร์ถึงนานกว่าสามเดือน
        อ้อ ! ในทีมมีพี่หมาน้อยด้วยนะคะ ซึ่งเป็นคนเดียวที่จันทร์ไม่รู้จัก เพราะพี่เขาเข้าทำงานหลังจากที่จันทร์ฝึกงานจบแล้ว  แต่ด้วยการแนะนำตัวดูจริงใจ ประกอบกับอายุที่ห่างกันแค่ 3 ปี และการคุยกันอย่างสนุกสนานเกือบตลอด 1 วันเพราะนั่งติดกัน ทำให้จันทร์จึงรู้สึกสนิทกับพี่เขาไม่ยาก  พี่หมาน้อยเป็นที่รักของทุกคนจนได้ฉายาว่าหมาน้อย เพราะทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด การพูดและการแสดงออกที่ดูจริงใจ รวมทั้งความมีน้ำใจ ทำให้พี่เขาเป็นที่รักของทุกคน ด้วยทีมงานที่เป็นชายทั้งหมด 4 คน ทำให้จันทร์เหมือนดาวที่ถูกเดือนล้อมรอบ 
       เสียงเพลงสนุกสนานในร้านเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเพลงช้าๆ เศร้าๆ แต่บรรยากาศสังสรรค์ยังคงครื้นเครงด้วยการพูดคุยที่ออกรสเมามันจากการเผากันไปมาระหว่างพวกพี่ๆ  จนจันทร์อดคิดไม่ได้ว่า เอาเรามาอ้างเพื่อหาเรื่องมาสนุกกันเองหรือเปล่าเนี่ย
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อเวลาเกือบ 2 ทุ่มซึ่งเป็นเวลาที่ตกลงกับทางบ้านว่าจะกลับแล้ว จันทร์จึงขอตัวไปรับโทรศัพท์และบอกกับแม่ว่าจะกลับไม่เกิน 5 ทุ่ม ซึ่งแน่นอน ก็จะได้ยินเสี่ยงบ่นมาตามสายอีกสัก 2-3 นาที ก่อนที่จะลากัน

จ๊ะ แม่จันทร์จะระวังตัว จุ๊บๆ รักแม่นะ

       “แม่ว่าไงบ้าง ยัยหางม้า” พี่หมีอ้วนถามอย่างรู้ใจ หลังจากที่จันทร์กลับมาที่โต๊ะ  ใครๆ ที่สนิทกับจันทร์จะรู้ทันทีว่าแม่ของสาวเจ้าขี้บ่นแค่ไหน ไม่เว้นแม้แต่พี่ๆ ที่ช่วยสอนงาน พี่หมีอ้วนเคยลิ้มรสมาแล้วตอนโทรมาขออนุญาตแม่ของจันทร์ เมื่อมีงานเร่งด่วนจนจำเป็นต้องให้จันทร์อยู่ดึก แม้ว่าแม่ของจันทร์จะดูขี้บ่นไปบ้าง  แต่ขนมที่แม่ของจันทร์ฝากมาให้ในวันรุ่งขึ้น ทำให้พี่ๆ ทุกคนมีความสุขด้วยความอร่อยของขนมและโน๊ตเล็กๆที่เขียนถึง
                       
        “พยายามเข้านะทุกคน”  นั่นเป็นประโยคที่ทำให้ใครหลายๆคน รับรู้ถึงความปรารถนาดีที่แม่ของจันทร์มีให้เสมอ

         “แม่บอกไม่เกิน 5 ทุ่มต้องถึงบ้านค่ะพี่”  พี่หมีอ้วนทำการตบบ่าพี่หมาน้อยเป็นการมอบหมายแบบกลายๆ “ไปส่งน้องด้วยนะ มันกลับทางเดียวกับเอ็ง”
       บรรยากาศของร้านอาหารเปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อมีเสียงผิวปาก และมีชายคนหนึ่งกำลังขึ้นไปร้องเพลง
       จันทร์หันหลังให้กับเวทีเล็กๆ เพราะสนใจอยู่กับการสนทนาระหว่างพี่ยีราฟกับพี่แพนด้าที่พูดถึงสาวๆที่มาอบรมในวันนี้ ทำให้ไม่สนใจกับเสียงแซวที่อยู่เบื้องหลังและเสียงตบมือเชียร์ที่อยู่ด้านล่างเวที
    
       “ฉิ้บหาย” เสียงพี่หมีอ้วนดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับมองหน้าจันทร์ ทำนองเพลง Everything I do( I do it for you) บทเพลงที่หมายจะบอกว่า หญิงที่รักนั้นวิเศษแค่ไหน และรำพรรณถึงความรู้สึกรักของเขาที่มีต่อเธอ เสียงร้องที่แหบๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ จันทร์ไม่มีวันลืมเสียงเขาคนนี้รวมทั้งบทเพลงนี้ด้วย

นัด

       ชายผู้ซึ่งเป็นรักแรกของเธอ จันทร์ตัวเย็นเฉียบ หน้าซีด หายใจไม่ออก นับจากสามเดือนที่เลิกกัน แค่จันทร์ได้ยินเพลงนี้ จันทร์ยังไม่สามารถห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้เลย แต่นี่ใช่เสียงของเขาร้อง 
                            
        “ทำไม ทำไม เขาร้องเพลงนี้เพื่ออะไร?” จันทร์หันกลับไปมองด้วยความสับสนและมันก็กระจ่างขึ้นทันทีเมื่อคำตอบถูกเฉลยหลังเพลงจบพร้อมกับเสียงตบมือที่ดังสนั่น 

 Will you marry me?
  
       แสงไฟสาดส่องไปยังสาวสวยโชคดีที่อยู่ด้านหน้าเวที ผู้หญิงผมสั้นดูทะมัดทะแมง เปรี้ยวๆ แตกต่างจากจันทร์โดยสิ้นเชิง
      
         “จันทร์ไปก่อนนะพี่”  จันทร์ลุกขึ้น จันทร์จำไม่ได้ว่าพี่ๆเขาพูดว่าอะไรบ้าง เสียงโห่ร้องและตบมือดังออกมาถึงนอกร้าน เสียงแห่งความยินดี ยิ่งทำให้จันทร์เจ็บ จันทร์เดินออกจากร้านไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ร่างกายดูหนักไปหมด เรี่ยวแรงที่มีเหมือนถูกดูดหายไป

   “นี่เองสินะ ที่เขาเรียกอกหักยับเยิน”

         เหมือนร้าน The corner of love  จะมีมนต์สะกดเชิญชวนทำให้ร่างไร้วิญญาณของจันทร์เดินเข้าไปในร้านด้วยความไม่ตั้งใจ
          
         ร้านเล็กๆ นี้ตั้งอยู่มุมตึกใกล้สถานีรถไฟ BTS เป็นร้านที่มีลูกค้าน้อยมากๆ หรือ เรียกว่าแทบไม่มีลูกค้าเลยก็ว่าได้ แต่ในร้านกับมีเครื่องดนตรีที่แสนแพงเหมาะสำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาวที่จะนำโชว์ โดยเฉพาะ Grand Piano ที่งามสง่าแม้จะอยู่มุมห้อง มันคือ Premium Pianos ที่นักเปียโนทั้งหลายฝันว่าจะได้เล่นซักครั้ง เสียงเปียโนเบาๆ สอดประสานไปกับเสียงฟลุต มันทำให้ใจที่ปวดร้าวรู้สึกดีขึ้น แต่มันก็ไม่ดีพอที่จะหยุดน้ำตาที่กำลังไหลออกมาได้
        จันทร์นั่งซึมอยู่ในร้านเพียงคนเดียว เธอรู้สึกดีที่ในร้านมีเพียงเธอ นักดนตรี และเจ้าของร้าน  เธอสั่งเพียงน้ำส้มคั้นเท่านั้น ตั้งใจว่าขอดื่มน้ำ หวานๆ ให้มีแรงเดินก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน เพราะถ้ากลับไปในสภาพนี้คงไม่ดีแน่
      เสียงฟลุตหยุดไปสักพักแต่ยังคงเหลือเสียงเปียโนที่คอยบรรเลงเบาๆ ดังเสียงกระซิบ ท่วงทำนองที่ทำให้จันทร์รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนมีใครบางคนคอยปลอบใจ
     “ น้ำส้มค่ะ” น้ำส้มถูกจัดวางตรงหน้าพร้อมกับ สายตาที่เป็นห่วงของสาวสวย รูปร่างสง่า ผิวขาว ผมยาวปะบ่า เธอคือผู้หญิงที่เป่าฟลุ๊ตคนนั้น
     “เป็นอะไรหรือคะ หน้าตาเศร้าจัง เล่าให้พี่ฟังได้นะ จะได้สบายใจขึ้น ”  เสียงที่นุ่มนวลพร้อมกับสายตาที่อ่อนโยน ทำให้จันทร์อดไม่ได้ที่จะโผเข้ากอดเอวพี่สาวที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อและร้องไห้เสียงดังๆ ออกมาด้วยความคับแค้นใจ
       
      เสียงเปียโนหยุดบรรเลงลงครู่นึง  ก่อนจะบรรเลงเพลงอีกครั้ง เหมือนจะให้กำลังใจ
                  
      จันทร์ส่ายหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ บอกว่าไม่เป็นไร และกล่าวขอบคุณ ก่อนที่จะคลายมือออกจากเอวพี่สาวแปลกหน้า
    
      แต่สายตาที่เป็นมิตรของพี่สาวแปลกหน้าที่มองมา รวมทั้งเสียงดนตรีเบาๆ ทำให้บรรยากาศในร้านอบอวนไปด้วยความอบอุ่น  ประกอบกับความทุกข์มากมายที่จันทร์ก็บไว้ไม่ไหว จันทร์ตัดสินใจเอ่ยปากเล่าถึงเรื่องราวความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำวันนี้  หัวใจของเธอที่สลายจากการได้เห็นชายคนรักกำลังขอแต่งงานกับสาวอื่นและเลยไปถึงเรื่องอดีตระหว่างเธอกับเขา เรื่องที่เธออยากลืมแต่ลืมไม่ได้ พี่สาวคนสวยนั่งฟังเธออย่างเงียบๆ ด้วยความเข้าใจ เธอกุมมือจันทร์ไว้ แล้วปลอบหลังจากจันทร์เล่าจบว่า

                         "ไม่เป็นไรนะ แล้วทุกอย่างจะผ่านไป" เสียงและไออุ่นจากมือของพี่สาวแปลกหน้าทำให้ใจของจันทร์ดูจะแข็งแรงขึ้น
        
        เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่เบอร์ของแม่แต่เป็นเบอร์พี่หมาน้อยที่จันทร์บันทึกไว้ระหว่างที่คุยกันไปมาในเวลาทำงาน 
“ค่ะ พี่หมาน้อย”  จันทร์พยายามรวบรวมสติให้เสียงเป็นปกติที่สุด

        “ จันทร์เป็นไงบ้าง  พี่ๆ ทุกคนเป็นห่วงมากนะ เราอยู่ไหน ถึงบ้านหรือยัง? ปลายสายไม่รอคำตอบแรกแต่ถามเพิ่มทันทีด้วยความเป็นห่วง "ถ้ายัง บอกพี่ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน พี่จะส่งเราถึงบ้านเอง” เสียงตามสายบอกถึงความเป็นห่วงอย่างมาก" 
        “จันทร์อยู่ในร้านอาหารเล็กๆ ใกล้สถานีรถไฟ BTS ค่ะ ชื่อร้าน The corner of love พี่ไม่ต้องมาก็ได้นะ จันทร์น่าจะกลับบ้านเองได้ค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” เสียงตอบกลับฟังแล้วน่าจะดีขึ้น แต่เขายังไม่สบายใจจนกว่าจะได้เห็นกับตาว่าเจ้าตัวดีขึ้นจริง
                                                            
“พี่จะไปรับ เห็นร้านแล้ว เจอกันนะ” 

          เสียงกระดิ่งที่ติดอยู่ตรงประตูทางเข้าดังขึ้นในอีกไม่กี่วินาที
               
         " จันทร์เป็นไงบ้าง”  ชายผมสีน้ำตาลออกดำหยักโสกน้อยตัดลองทรงสั้น ดูยุ่งนิดหน่อย ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน และรูปร่างเล็กๆ พร้อมกับผิวสีขาวอมชมพูที่ผู้หญิงหลายคนฝันว่าอยากจะมี พี่หมาน้อยเดินเข้ามาหาจันทร์อย่างเร็วด้วยความห่วงหวังจะพาสาวน้อยกับบ้าน
         
          “วุธ”  เสียงพี่สาวแปลกหน้าดังขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นชายที่อยู่ตรงหน้าชัดๆ 
                              
          “ฟ้า มาได้อย่างไร”  พี่หมาน้อยพูดขึ้นทันที ด้วยท่าทีที่ตกใจ ประโยคคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ 
     
           "มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ฟ้าจะไม่อยากคุยกับเขาอีก เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเสียงนี้หลังจากที่แยกกันไปนานกว่า 7 ปี" ชายหนุ่มคิด 
           ความรู้สึกและท่าทีของชายหนุ่มและหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าจันทร์ มันทำให้อึดอัด นักเปียโนจำเป็นต้องหยุดเล่นทันที ตั้งใจจะมาช่วยทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น แต่ยังไม่ทันลุกเดินออกมาจากมุนห้อง สงครามเล็กๆก็จบลงอย่างรวดเร็ว

          “จันทร์กลับเถอะ พี่จะไปส่งใกล้ 5 ทุ่มแล้วเดี๋ยวแม่จะเป็นห่วงนะ” พี่หมาน้อยพูดเสียงดังกว่าที่เคยได้ยิน พร้อมกับหยิบธนาบัติ 500 บาท จำนวนหนึ่งใบวางไว้ที่โต๊ะ "ไม่ต้องทอน" พี่หมาน้อยทำเสียงเข้ม หันไปบอกคนที่น่าจะเป็นเจ้าของร้าน  แต่พี่สาวแปลกหน้ากับพูดตัดหน้าว่า  “ ตัดบัญชีฟ้าค่ะ ฟ้าเลี้ยงน้องคนนี้เอง" ก่อนที่จะยิ้มให้จันทร์แล้วลุกขึ้นเดินจากไปทันที ไม่สนใจเงินที่วางอยู่ตรงหน้าและคำขอบคุณที่จันทร์ไม่ทันจะเอ่ยออกมา
        
          “ไป จันทร์”  พี่หมาน้อยนำกระเป๋าของจันทร์ออกจากม้านั่งพร้อมกับจับมือจันทร์อย่างแรง ทิ้งเงินจำนวนนั้นไว้ที่โต๊ะอย่างเดิม กระดิ่งดังขึ้นอีกครั้งหลังจากประตูร้านได้ถูกเปิดออกพร้อมกับลมแรงๆที่พัดผ่านเข้ามา 
                    
สายตาทั้งสองคู่เฝ้ามองเบื้องหลังชายหนุ่มและหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป 
สองความรู้สึก สองหัวใจ กับอารมณ์ที่ต่างกัน


      สายตาชายที่เล่นเปียโน สายตาที่บอกถึงความเป็นห่วงสาวน้อยที่เจอกันเพียงแค่ครั้งเดียวในรถไฟฟ้า จนอดไม่ได้ที่จะให้ฟ้าเพื่อนสนิทเดินเข้าไปปลอบใจ ความห่วงใยที่เขาพยายามส่งผ่านเสียงเปียโน หวังให้สาวน้อยหยุดร้องไห้ อยากให้เธอรับรู้ว่า ยังมีคนคนหนึ่งที่ห่วงใยและให้กำลังใจ

       ส่วนอีกสายตาของสาวสวยที่เล่นฟรุ้ต สายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน และอารมณ์ที่บอกไม่ถูกเมื่อได้มาเจอคนที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นที่สุดไปพร้อมๆกัน 
                                                
                                          “วุธ ที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเรากลับมา”
                                            

                                           เจอกัน บทที่ 3 นะคะ

                                                (เร็วๆนี้)



วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่ ​​1 start (ภาคต่อ)

     สายตากลมโตใต้แว่น มองชายตัวโตกว่าด้วยความตะลึง และสายตานี้เองทำให้ชายที่อยู่เบื้องหน้าต้องอมยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ สาวน้อยตรงหน้า ดูก็รู้ว่าอายุน่าจะไม่เกิน 18 ปี แว่นหนาๆ ผมรวบไว้หลวมๆ กลิ่นหอมอ่อนๆจากเส้นผมที่ยังไม่แห้งดีและท่าทางที่ดูบ้องแบ๊ว เจ้าหล่อนดูว่าจะอึดอัดไม่ใช่น้อยจากอาการยุกยิกตลอดเวลา สงสัยอยากจะลงป้ายหน้า แต่เท่าที่ดูมันน่าจะยากเกินที่เจ้าหล่อนจะแทรกไปได้เพราะคนแน่นมาก 

ความแออัดจากจำนวนคนที่มากเกินไป ทำให้ความคิดที่จะลง มันยากมาก จันทร์คิด 

       ทำอย่างไรดี ใกล้สถานีที่จะลงแล้ว ถ้าพลาดไปสัก 2-3 สถานีจากเวลาที่เผื่อไว้ 40 นาที อาจไม่ทันก็ได้ ความคิดแล่นป๊าด จนทำให้สาวน้อย พยายามใช้แรงที่มีอยู่เบียดป้าอ้วนที่อยู่ข้างๆ เพื่อหาทางไปยังประตูทางออก แต่มันแทบจะไม่ขยับเลย 
            
   “ลงสถานีนี้ ขอทางด้วยค่ะ” 

       จันทร์พยายามใช้เสียงใสๆเล็กๆ ร้องบอกและแทรกตัวเพื่อไปยังประตูที่อยู่ไม่ห่างนัก แต่ยังไม่ทันจะร้องขอเป็นครั้งที่สอง...  
      แรงจูงอย่างแรงทำให้จันทร์ตกใจ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากร้อง เธอก็สามารถออกจากประตูได้ทันเวลา หนุ่มสุดหล่อปล่อยมือเธอ ยิ้ม แล้วเดินจากไป
                    
“พระเจ้า”  เธอเอาแฟ้มปิดหน้าที่แดงจัด
       ขนาดหน้านิ่งๆใจยังแทบละลาย แต่นี้ยิ้มให้ด้วยจะเป็นลม จันทร์รวบรวมสติก่อนที่จะวิ่งกึ่งเดินเพื่อไปยังที่ทำงานในวันแรก
            
        แสงแดดยามเช้าที่ค่อนข้างแสบตาเมื่อหันกลับมา ทำให้เห็นหางม้าเป็นสีน้ำตาลแดง ท่าวิ่งตลกๆ ชายหนุ่มอมยิ้มอีกครั้งและอยากส่งความรู้สึกไปให้และบอกกับสาวน้อยแปลกหน้าว่า 

“ขอให้โชคดีนะสาวน้อยหางม้า สิ่งที่เธอทำในวันนี้ ขอให้มีแต่ความสุข”
        
         ก่อนที่จะเดินขึ้นไปอีกชั้นเพื่อไปต่อรถขบวนถัดไป แม้ว่าเขาจะต้องเสียเวลาที่จะรอรถอีกขบวนเพื่อจะไปยังที่นัดหมาย แต่มันก็คุ้มที่ได้ช่วยสาวน้อยคนนั้น

        วันแรกของการทำงาน มันไม่มีอะไรมากนอกจากเรียนรู้ประวัติของบริษัท ขนาดขององค์กร แผนกต่างๆที่ต้องติดต่อ รวมทั้งข้อกำหนดและระเบียบแบบแผนต่างๆที่พนักงานใหม่จะต้องรู้ 
         จันทร์พยายามจดจำทั้งหมด รวมทั้งวิธีการพูดของ Trainer ที่มาอบรมครั้งนี้ พี่หมีอ้วนพูดได้สนุก แม้จะเป็นเรื่องที่เรียบง่าย แต่พี่เขาสามารถนำเอาประสบการณ์ต่างๆ มาสอดประสานจนทำให้เรื่องที่พูดดูน่าสนใจ ตลอดการอบรมวันแรกในห้องไม่มีใครหาวเลยแม้แต่คนเดียว 

          Trainer เป็นตำแหน่งงานที่จันทร์อยากทำตั้งแต่ที่ทางมหาวิทยาลัยส่งจันทร์มาฝึกงานตอนปีสาม พี่หมีอ้วนเป็นแรงบันดาลใจทำให้จันทร์อยากทำงานนี้ 
          หลังจากฝึกงานเสร็จ จันทร์ก็ขอพี่หมีอ้วนว่าถ้ามีตำแหน่งว่างช่วยบอกจันทร์ด้วยนะคะ จันทร์อยากเป็นอย่างพี่ค่ะ เรียนจบวันแรกจันทร์ก็ส่งอีเมล์ไปหาพี่เขา และบอกถึงความตั้งใจที่อยากจะทำงานที่บริษัทแห่งนี้ แต่กว่าจะได้รับการตอบกลับมาก็นานกว่า 3 เดือน มันก็เป็นเสียงสวรรค์สำหรับเด็บจบใหม่อย่างจันทร์ และจันทร์ก็ได้รับโอกาสสอบเข้าและได้มาเป็นพนักงานของบริษัทแห่งนี้ 

          “จันทร์” เสียงชายร่างท้วมใหญ่ อายุสามสิบเกือบสี่สิบ เรียกขึ้นหลังจากปล่อยพนักงานใหม่กลับบ้านหมดแล้ว 
เป็นไงบ้างเรา ยัยห่างม้า พอไหวไหม 
  
   “ค่ะ จันทร์พอไหว จันทร์น่าจะจำเรื่องที่พี่พูดได้สัก 80%”
จันทร์ยิ้มกว้าง แถมชูสองนิ้วให้ดูเป็นการอวด

         “ไอ้เด็กคนนี้นิ”  พี่หมีอ้วนจับหัวจันทร์โยกไปมา พร้อมกับหัวเราะ" ดีๆ งั้นฟังพี่อบรมอีกสักสองรู่น พี่จะให้จันทร์มาเป็นผู้ช่วยอบรมเรื่องนี้กับพี่นะ" พี่หมีอ้วนหัวเราะอีกครั้ง ก่อนที่จะบอกว่าให้กลับบ้านและยังแถมต่ออีกว่า " พี่จะแนะนำพี่ใหม่ๆที่จันทร์ไม่รู้จัก แล้วอย่าลืมบอกพ่อกับแม่ด้วยหละว่าจะกลับค่ำ พี่ๆเขาจะเลี้ยงรับสมาชิกใหม่ บายนะ พี่หมีอ้วนโบกมือก่อนจะเดินจากไป 
                                                พรุ่งนี้ต้องสนุกแน่ อิอิ


(ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ บทที่2 วันแรกและจุดเริ่มต้น)












วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 1 start

บทนำ
จุดเริ่มต้น ณ BTS

แสงแดดแรง ในกรุง อรุณสาย
ความวุ่นวาย ทุกเช้า อย่างที่เห็น
มันชินตา ทำให้ ใจนั้นเย็น
ไม่ทุกข์เข็น แม้เบียด แทบขาดใจ
แต่วันนี้ มันต่าง จากวันก่อน
ใจมันร้อน เพราะห่วง สาวตาใส
เธอช่างน่า รักจน ทำให้ใจ
มันอ่อนไหว อยากช่วย แปลกใจจริง
ชายแปลกหน้า


ผู้คนมากมายยืนต่อคิวขึ้นรถไฟฟ้า BTS ในช่วง 7 โมงครึ่งของวันจันทร์ จันทร์ สาวน้อยหน้าใส ผมผูกหางม้าไว้หลวมๆ ใส่แว่นหนาๆ มีกรอบแว่นที่แสนเชยบดบังดวงตาคู่สวยที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ว่ามันงดงามแค่ไหน หน้าตาไม่แต่งแต้มอะไรมาก มีเพียงลิปสติกสีชมพูบางๆ เท่านั้นที่อยู่บนเครื่องหน้า ตอนนี้เธอยืนอยู่หน้าสุดของแถวด้วยหัวใจที่รอคอยแต่ไม่กระวนกระวาย เพราะเวลานัดรายงานตัวนั้นยังอีกนาน ซึ่งผิดกับความรู้สึกของคนอื่นๆ ที่นี่โดยสิ้นเชิง
‘เพิ่งเคยขึ้นรถไฟในเวลาคับคั่งเป็นครั้งแรก คนเยอะไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย’ หญิงสาวบ่นในใจขณะมองผู้คนด้านข้างที่ยืนต่อแถวซ้อนกันเบียดเสียดละลานตาไปหมด ใจเธอหวังเล็กๆ ว่า เมื่อรถไฟมาถึงมันจะว่างพอ ไม่แน่นอึดอัดเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้
แต่เมื่อรถไฟฟ้าเทียบท่าและเสี้ยวนาทีที่ประตูเปิดออก ดวงตาเธอต้องเบิกกว้างทันทีด้วยความตระหนก เพราะภาพที่เห็นบอกได้อย่างเดียวคือ ‘เลวร้ายสุดๆ’  จำนวนฝูงชนที่บรรจุยัดอยู่ในนั้นมหาศาลนัก ดั่งปลาใหญ่ๆที่ถูกอัดแน่นในกระป๋องเล็กๆ ก็ไม่ปาน หน้าตาแต่ละคนในนั้นแสดงออกและบ่งบอกว่า ‘อย่าเข้ามาเชียวนะ’ รังสีของมวลสายตาจากในนั้น ทำให้เธอตัดใจหันกลับทันทีเพื่อขึ้นรถเที่ยวถัดไป แต่ไม่ทันได้ทำอย่างใจนึก ร่างทั้งร่างกลับถูกดันและผลักอย่างแรงจากสาวใหญ่ร่างอ้วนและคนอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้ตอนนี้เธอจำต้องอยู่ในรถไฟขบวนนี้อย่างช่วยไม่ได้
ไม่น่าเชื่อ แน่นปานนี้ยังมีที่ว่างสำหรับเธอ และคนอื่นๆ อีกประมาณ 5 คน ที่รถไฟฟ้าตู้นี้จะยัดเยียดเข้าไปได้’  เธอคิดและมองหาห่วงจับที่อยู่ใกล้ๆ หรืออะไรก็ได้เพื่อประคองตัวไม่ให้ล้มตามแรงเหวี่ยงเมื่อรถไฟเลี้ยว เธอพยายามแทรกตัวสุดแรงเพื่อหาที่ยืนอย่างมั่นคง ช่วยเธอให้ผ่านสถานการณ์วิกฤตที่จะมาถึงในอีกไม่กี่นาที แต่เมื่อดันสุดๆ แล้วก็ไม่สามารถขยับตัวได้เลย จำต้องทำใจที่จะยืนอยู่ตรงนี้ โดยไม่มีอะไรช่วยยึดเธอได้ ทำได้อย่างเดียวคือ ‘เกร็งสุดตัวด้วยขาทั้งสองข้างให้มั่งคงเท่านั้นเอง’ 
เมื่อหยุดมองหา ใจก็กลับมาอยู่ตรงนี้  เธอรู้เลยว่าร่างกายบางส่วนของเธอสัมผัสสนิทชิดแนบกับชายตรงหน้ามากแค่ไหน แม้จะเป็นสถานการณ์จำยอม แต่ใจเธอกับเต้นระรัวด้วยความรู้สึก ทำให้ใบหน้าและหูของเธอแดงไปหมดด้วยความกระดากอาย
“ตุบตุบตุบ”  เสียงหัวใจระส่ำดังจนกลัวว่าชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะได้ยิน ดวงตาเธอมองไปยังรูปร่างที่สมส่วน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้า ผูกไทด์สีเงิน กางเกงสแลคสีดำ ทุกอย่างดูเนี้ยบมาก  ไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้า แต่ตัวเขาด้วย กลิ่นหอมอ่อนจางๆ จากกายเขาส่งผลให้ใจเต้นระทึกมากขึ้น เธอพยายามเฉไฉ ก้มมองมือตัวเองที่กำลังถือของอยู่ บอกกับตัวเองว่า ‘โชคดีแค่ไหนที่มีแฟ้มเล็กคั่นกลางทำให้อกเล็กของเธอไม่สัมผัสกับเขาตรงๆ’  
แล้วสติที่กำลังพยายามเรียกกลับ ปลิวกระเจิงหายไปหมดทันที ด้วยสัมผัสจากชายแปลกหน้า เขาโอบเอวน้อยๆ ของเธอ เพียงเพื่อช่วยไม่ให้ร่างเธอเซถลาไปมากกว่านี้ จากแรงโยกของรถไฟฟ้าขณะเลี้ยว เพราะเธอมั่วแต่คิดอะไรเพลินๆ ทำให้ลืมสิ่งที่กังวลและรองเท้าเจ้ากรรมก็ทำพิษยิ่งทำให้เธอไม่มีศูนย์ถ่วงในการทรงตัวเลย
“ขอบคุณคะ” จันทร์กล่าวขอบคุณชายแปลกหน้าหลังจากที่เขาคลายมือออกแล้ว หน้าแดงเพิ่มขึ้นไปอีกหลังจากกล่าวขอบคุณเสร็จ ก่อนมองรองเท้าเจ้ากรรมของเธอที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
‘รองเท้าบ้า ทำไมมันลื่นแบบนี้นะ’ หญิงสาวมองไปยังรองเท้าคู่ใหม่ส้นเตี้ยที่เพิ่งถอยมาเมื่อวานด้วยความแค้นใจ ก่อนจะหันไปสนใจชายหนุ่มตรงข้ามที่ช่วยเธอ 
‘สุภาพบุรุษ แถมแข็งแรงมากๆ อยากเห็นหน้าจัง’ หญิงสาวรู้สึกปลื้ม และอยากเห็นหน้าหนุ่มแปลกหน้าเป็นครั้งแรก ก่อนยกเลิกสิ่งที่ตั้งใจ เพราะความใกล้ชิดถึงกับสัมผัสลมหายใจสม่ำเสมอของเขาได้ผ่านเส้นผมด้านบนของเธอ รู้เลยหากขยับมองเขาเพียงเล็กน้อย ริมฝีปากเธอคงสัมผัสร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งใกล้ใบหน้าของเขาเป็นแน่ หญิงสาวต้องรวมสติพักใหญ่ก่อนยิ้มน้อยๆ จะปรากฏออกมาในช่วงเวลาสั้น เมื่อนึกได้ว่า 
‘โชคดีที่เพิ่งสระผมมา เมื่อคิดขำๆ ว่า ถ้าเขาต้องมาทนดมกลิ่นผมเน่าๆของเธอ ต้อนรับเช้าวันจันทร์ คงจะทรมานใจไม่ใช่น้อย’
ผ่านไปแต่ละสถานี ใจเธอก็ค่อยๆ สงบลงเลื่อยๆ เธอพยายามละความคิดจากเขา มองไปด้านนอก เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงสถานีที่จะลงแล้ว หญิงสาวสูดหายใจลึกๆ อวยพรตัวเองดังๆ ในใจ เพื่อต้อนรับวันแรกของการก้าวไปสู่ชีวิตที่เป็นผู้ใหญ่ หลังจากเรียนจบมาแล้ว 3 เดือน เสียงประกาศเตือน ทำให้รู้ว่า อีกสถานีเดียวก็จะถึงที่หมาย เธอพยายามขยับตัวเตรียมลง ใช้โอกาสที่เริ่มมีช่องว่างระหว่างเขาและเธอจากการที่ผู้คนเริ่มขยับ เงยหน้าขึ้น ไม่ลืมข้อตั้งใจที่อยากจะมองชายแปลกหน้าที่ช่วยสักครั้งให้ชื่นใจ ก่อนที่จะจากกัน 
‘หล่อโคตร’  หญิงสาวตะลึงมองชายหนุ่มแปลกหน้า เจ้าของนัยน์ตาคม จมูกโด่งเป็นสันได้รูป ริมฝีปากสวย ผิวสีแทนจากแดดเผา ผมยาวตรงรวบไว้หลวมๆ ใส่เสื้อเชิ้ตทำงานสีฟ้า ผูกไทด์สีเงิน ส่งผลให้ใจเธอลอยไปสักพักก่อนสติจะเรียกกลับมา
‘พี่ชายคนนี้หล่อทั้งกายและใจจริงๆ  ’ 
สายตากลมโตสวยใต้แว่น มองชายตัวโตกว่าด้วยดวงตาเบิกกว้าง ทำให้ชายที่อยู่เบื้องหน้าอดอมยิ้มไม่ได้ เขาประทับใจหญิงสาวตั้งแต่รอยยิ้มแรกที่แอบเห็น อายุเธอน่าจะไม่เกิน 18 ปี แว่นหนาๆ ขนตางอนงาม แก้มอมชมพู กับผิวขาวดุจงาช้าง ที่ตอนนี้เป็นสีแดงระเรื่อ จมูกโด่ง เธอรวบผมไว้หลวมๆ กลิ่นหอมอ่อนจางๆ จากเส้นผมที่ยังไม่แห้งดี และท่าทางบ้องแบ๊ว ตอนนี้เธอดูอึดอัดไม่ใช่น้อย จากอาการยุกยิกตลอดเวลา คงอยากลงสถานีหน้า แต่เท่าที่ดูมันยากเกินกำลังที่สาวร่างเล็กจะแทรกไปได้เพราะคนแน่นมาก เขาพยายามมองไปรอบๆ จากด้านบน เพื่อหาทางช่วย...
‘ทำอย่างไรดี  ขยับออกไปไม่ได้เลย และตอนนี้ก็ใกล้สถานีที่จะลงแล้ว ถ้าพลาดไปสัก 2-3 สถานีจากเวลาที่เผื่อไว้ 40 นาที อาจไม่ทันก็ได้’ ความคิดแล่นปู๊ด หน้าเสียทันทีเมือคิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น พยายามใช้แรงอันน้อยนิดที่มีอยู่เบียดป้าอ้วนที่อยู่ข้างๆ เพื่อหาทางไปยังประตูทางออก แต่มันแทบไม่ขยับเลย
“ลงสถานีนี้ ขอทางด้วยค่ะ” จันทร์พยายามใช้เสียงใสๆ เล็กๆ ร้องบอกและใช้ตัวดันเพื่อแทรกไปยังประตูที่อยู่ไม่ห่างนัก แต่ยังไม่ทันร้องขอเป็นครั้งที่สอง เธอก็ต้องหันกลับไปมองชายแปลกหน้าทันที เพราะสัมผัสอุ่นจากมือ เขาจับมือเธอไว้แน่น ใช้ร่างใหญ่นำทางร่างเล็ก นำเธอออกมาได้ทันเวลาพอดีที่ประตูจะปิด  ก่อนจะปล่อยมือ หันมาส่งยิ้มให้ แล้วจากไป ก่อนที่เธอจะกล่าวขอบคุณ หรือพูดอะไร      
“พระเจ้า" เธอเอาแฟ้มปิดหน้าที่แดงจัด เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ใจเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้นจากความหล่อสุดๆ ของชายหนุ่ม 
‘ขนาดหน้านิ่งๆ ใจยังแทบละลาย แต่นี่ยิ้มให้ด้วยจะเป็นลม' เธอมองด้านหลังชายแปลกหน้าที่เดินจากไปสักพัก เพื่อร่ำลา และเก็บภาพพี่ชายใจดีไว้ในความทรงจำก่อนที่จะกึ่งวิ่งกึ่งเดิน ตรงไปยังที่ทำงานใหม่ที่อยู่ไม่ห่างไกลนัก 
‘เวลาช่วงเช้าสั้นๆ ไม่ถึงชั่วโมง แต่ทำไมนะสติที่เธอได้ฝึกมานาน ถึงได้หายไปแล้ว...หายไปอีก เมื่อพบกับพี่ชายสุดหล่อคนนี้’ 
แสงอรุณยามเช้าที่ค่อนข้างแสบตา เมื่อเขาหันกลับมาหาเธอ ทำให้เห็นผมหางม้าต้องแสงเป็นสีน้ำตาลแดง มันขยับไปมาตามท่าวิ่งตลกๆ อมยิ้มเล็กๆ ของเขาเกิดขึ้นไม่รู้กี่ครั้งในเช้าวันนี้ เขาเฝ้ามองเธอจนลับตา รู้สึกเอ็นดูสาวน้อยตั้งแต่แรกเห็น แอบส่งความรู้สึกแห่งความหวังดี อยากบอกสายลมให้กระซิบบอกสาวน้อยแปลกหน้าคนนี้ว่า 
‘ขอให้เธอโชคดีในทุกสิ่ง ขอให้มีความสุขนะ' 
ก่อนที่เดินไปต่อแถวขึ้นรถขบวนรถถัดไป แม้ว่าจะต้องเสียเวลาที่จะรอรถอีกขบวนเพื่อจะไปยังที่นัดหมาย แต่มันก็คุ้มที่ได้ช่วยสาวน้อยคนนั้น

ถึงที่หมายตามเวลา วันแรกของการทำงาน มันไม่มีอะไรมากนอกจากเรียนรู้ประวัติของบริษัท ขนาดขององค์กร แผนกต่างๆ ที่ต้องติดต่อ รวมทั้งข้อกำหนดและระเบียบแบบแผนต่างๆ ที่พนักงานใหม่ต้องรู้
จันทร์พยายามจดจำทั้งหมด รวมทั้งวิธีการพูดของพี่หมีอ้วนที่เป็น Trainer แม้จะเป็นเรื่องที่เรียบง่าย แต่พี่เขาสามารถพูดได้สนุก สอดแทรกประสบการณ์ต่างๆ ทำให้เรื่องที่พูดดูน่าสนใจ ตลอดการอบรมในห้องไม่มีใครหาวเลยแม้แต่คนเดียว Trainer เป็นตำแหน่งงานที่จันทร์อยากทำ ตั้งแต่ที่ทางมหาวิทยาลัยส่งเธอมาฝึกงานตอนปีสาม พี่หมีอ้วนคือแรงบันดาลใจทำให้หญิงสาวอยากทำงานนี้ และเธอก็ได้งานนี้สมดังความปรารถนา 
‘วันแรกที่แสนสนุก’ จันทรายิ้มกว้างให้ตัวเองก่อนเดินทางกลับบ้าน 

จันทราจะรู้ไหมว่าหลังจากวันนี้ไปแล้ว ชีวิตเธอจะเปลี่ยนไป ความรักใหม่จะก้าวมา และความรักเก่าจะทำลายล้าง  ก้าวต่อไปในชีวิตจะผ่านได้ ด้วยความรักและไว้ใจเท่านั้น นี้ืคือสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้