วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่2 วันแรกกับจุดเริ่มต้น

       เสียงหัวเราะดังๆ และเสียงชนแก้ว ในร้านอาหารกึ่งผับแถวสุขุมวิทมันทำให้จันทร์อดคิดไม่ได้ว่า นี่แหละชีวิตของคนทำงานหลังเลิกงาน
       พี่หมีอ้วนแนะนำให้จันทร์รู้จักกับพี่ๆทุกคนในตอนเช้า พี่ยีราฟ และพี่แพนด้า แนะนำตัวอย่างเป็นทางการขัดกับท่าทางที่ช่างไม่ทางการเสียเลย 
       พวกพี่เขาสนิทกับจันทร์ตั้งแต่จันทร์มาฝึกงานเมื่อปีที่แล้ว และยังเป็นตัวตั้งตัวตีช่วยให้จันทร์ได้งานในครั้งนี้ด้วย เพราะโดยปกติแล้วแผนกนี้รับแต่ผู้ชาย (หล่อๆ และอัทธยาศัยดี เท่านั้น)  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผลว่าทำไมกว่าจะเรียกตัวจันทร์ถึงนานกว่าสามเดือน
        อ้อ ! ในทีมมีพี่หมาน้อยด้วยนะคะ ซึ่งเป็นคนเดียวที่จันทร์ไม่รู้จัก เพราะพี่เขาเข้าทำงานหลังจากที่จันทร์ฝึกงานจบแล้ว  แต่ด้วยการแนะนำตัวดูจริงใจ ประกอบกับอายุที่ห่างกันแค่ 3 ปี และการคุยกันอย่างสนุกสนานเกือบตลอด 1 วันเพราะนั่งติดกัน ทำให้จันทร์จึงรู้สึกสนิทกับพี่เขาไม่ยาก  พี่หมาน้อยเป็นที่รักของทุกคนจนได้ฉายาว่าหมาน้อย เพราะทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด การพูดและการแสดงออกที่ดูจริงใจ รวมทั้งความมีน้ำใจ ทำให้พี่เขาเป็นที่รักของทุกคน ด้วยทีมงานที่เป็นชายทั้งหมด 4 คน ทำให้จันทร์เหมือนดาวที่ถูกเดือนล้อมรอบ 
       เสียงเพลงสนุกสนานในร้านเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเพลงช้าๆ เศร้าๆ แต่บรรยากาศสังสรรค์ยังคงครื้นเครงด้วยการพูดคุยที่ออกรสเมามันจากการเผากันไปมาระหว่างพวกพี่ๆ  จนจันทร์อดคิดไม่ได้ว่า เอาเรามาอ้างเพื่อหาเรื่องมาสนุกกันเองหรือเปล่าเนี่ย
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อเวลาเกือบ 2 ทุ่มซึ่งเป็นเวลาที่ตกลงกับทางบ้านว่าจะกลับแล้ว จันทร์จึงขอตัวไปรับโทรศัพท์และบอกกับแม่ว่าจะกลับไม่เกิน 5 ทุ่ม ซึ่งแน่นอน ก็จะได้ยินเสี่ยงบ่นมาตามสายอีกสัก 2-3 นาที ก่อนที่จะลากัน

จ๊ะ แม่จันทร์จะระวังตัว จุ๊บๆ รักแม่นะ

       “แม่ว่าไงบ้าง ยัยหางม้า” พี่หมีอ้วนถามอย่างรู้ใจ หลังจากที่จันทร์กลับมาที่โต๊ะ  ใครๆ ที่สนิทกับจันทร์จะรู้ทันทีว่าแม่ของสาวเจ้าขี้บ่นแค่ไหน ไม่เว้นแม้แต่พี่ๆ ที่ช่วยสอนงาน พี่หมีอ้วนเคยลิ้มรสมาแล้วตอนโทรมาขออนุญาตแม่ของจันทร์ เมื่อมีงานเร่งด่วนจนจำเป็นต้องให้จันทร์อยู่ดึก แม้ว่าแม่ของจันทร์จะดูขี้บ่นไปบ้าง  แต่ขนมที่แม่ของจันทร์ฝากมาให้ในวันรุ่งขึ้น ทำให้พี่ๆ ทุกคนมีความสุขด้วยความอร่อยของขนมและโน๊ตเล็กๆที่เขียนถึง
                       
        “พยายามเข้านะทุกคน”  นั่นเป็นประโยคที่ทำให้ใครหลายๆคน รับรู้ถึงความปรารถนาดีที่แม่ของจันทร์มีให้เสมอ

         “แม่บอกไม่เกิน 5 ทุ่มต้องถึงบ้านค่ะพี่”  พี่หมีอ้วนทำการตบบ่าพี่หมาน้อยเป็นการมอบหมายแบบกลายๆ “ไปส่งน้องด้วยนะ มันกลับทางเดียวกับเอ็ง”
       บรรยากาศของร้านอาหารเปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อมีเสียงผิวปาก และมีชายคนหนึ่งกำลังขึ้นไปร้องเพลง
       จันทร์หันหลังให้กับเวทีเล็กๆ เพราะสนใจอยู่กับการสนทนาระหว่างพี่ยีราฟกับพี่แพนด้าที่พูดถึงสาวๆที่มาอบรมในวันนี้ ทำให้ไม่สนใจกับเสียงแซวที่อยู่เบื้องหลังและเสียงตบมือเชียร์ที่อยู่ด้านล่างเวที
    
       “ฉิ้บหาย” เสียงพี่หมีอ้วนดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับมองหน้าจันทร์ ทำนองเพลง Everything I do( I do it for you) บทเพลงที่หมายจะบอกว่า หญิงที่รักนั้นวิเศษแค่ไหน และรำพรรณถึงความรู้สึกรักของเขาที่มีต่อเธอ เสียงร้องที่แหบๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ จันทร์ไม่มีวันลืมเสียงเขาคนนี้รวมทั้งบทเพลงนี้ด้วย

นัด

       ชายผู้ซึ่งเป็นรักแรกของเธอ จันทร์ตัวเย็นเฉียบ หน้าซีด หายใจไม่ออก นับจากสามเดือนที่เลิกกัน แค่จันทร์ได้ยินเพลงนี้ จันทร์ยังไม่สามารถห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้เลย แต่นี่ใช่เสียงของเขาร้อง 
                            
        “ทำไม ทำไม เขาร้องเพลงนี้เพื่ออะไร?” จันทร์หันกลับไปมองด้วยความสับสนและมันก็กระจ่างขึ้นทันทีเมื่อคำตอบถูกเฉลยหลังเพลงจบพร้อมกับเสียงตบมือที่ดังสนั่น 

 Will you marry me?
  
       แสงไฟสาดส่องไปยังสาวสวยโชคดีที่อยู่ด้านหน้าเวที ผู้หญิงผมสั้นดูทะมัดทะแมง เปรี้ยวๆ แตกต่างจากจันทร์โดยสิ้นเชิง
      
         “จันทร์ไปก่อนนะพี่”  จันทร์ลุกขึ้น จันทร์จำไม่ได้ว่าพี่ๆเขาพูดว่าอะไรบ้าง เสียงโห่ร้องและตบมือดังออกมาถึงนอกร้าน เสียงแห่งความยินดี ยิ่งทำให้จันทร์เจ็บ จันทร์เดินออกจากร้านไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ร่างกายดูหนักไปหมด เรี่ยวแรงที่มีเหมือนถูกดูดหายไป

   “นี่เองสินะ ที่เขาเรียกอกหักยับเยิน”

         เหมือนร้าน The corner of love  จะมีมนต์สะกดเชิญชวนทำให้ร่างไร้วิญญาณของจันทร์เดินเข้าไปในร้านด้วยความไม่ตั้งใจ
          
         ร้านเล็กๆ นี้ตั้งอยู่มุมตึกใกล้สถานีรถไฟ BTS เป็นร้านที่มีลูกค้าน้อยมากๆ หรือ เรียกว่าแทบไม่มีลูกค้าเลยก็ว่าได้ แต่ในร้านกับมีเครื่องดนตรีที่แสนแพงเหมาะสำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาวที่จะนำโชว์ โดยเฉพาะ Grand Piano ที่งามสง่าแม้จะอยู่มุมห้อง มันคือ Premium Pianos ที่นักเปียโนทั้งหลายฝันว่าจะได้เล่นซักครั้ง เสียงเปียโนเบาๆ สอดประสานไปกับเสียงฟลุต มันทำให้ใจที่ปวดร้าวรู้สึกดีขึ้น แต่มันก็ไม่ดีพอที่จะหยุดน้ำตาที่กำลังไหลออกมาได้
        จันทร์นั่งซึมอยู่ในร้านเพียงคนเดียว เธอรู้สึกดีที่ในร้านมีเพียงเธอ นักดนตรี และเจ้าของร้าน  เธอสั่งเพียงน้ำส้มคั้นเท่านั้น ตั้งใจว่าขอดื่มน้ำ หวานๆ ให้มีแรงเดินก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน เพราะถ้ากลับไปในสภาพนี้คงไม่ดีแน่
      เสียงฟลุตหยุดไปสักพักแต่ยังคงเหลือเสียงเปียโนที่คอยบรรเลงเบาๆ ดังเสียงกระซิบ ท่วงทำนองที่ทำให้จันทร์รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนมีใครบางคนคอยปลอบใจ
     “ น้ำส้มค่ะ” น้ำส้มถูกจัดวางตรงหน้าพร้อมกับ สายตาที่เป็นห่วงของสาวสวย รูปร่างสง่า ผิวขาว ผมยาวปะบ่า เธอคือผู้หญิงที่เป่าฟลุ๊ตคนนั้น
     “เป็นอะไรหรือคะ หน้าตาเศร้าจัง เล่าให้พี่ฟังได้นะ จะได้สบายใจขึ้น ”  เสียงที่นุ่มนวลพร้อมกับสายตาที่อ่อนโยน ทำให้จันทร์อดไม่ได้ที่จะโผเข้ากอดเอวพี่สาวที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อและร้องไห้เสียงดังๆ ออกมาด้วยความคับแค้นใจ
       
      เสียงเปียโนหยุดบรรเลงลงครู่นึง  ก่อนจะบรรเลงเพลงอีกครั้ง เหมือนจะให้กำลังใจ
                  
      จันทร์ส่ายหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ บอกว่าไม่เป็นไร และกล่าวขอบคุณ ก่อนที่จะคลายมือออกจากเอวพี่สาวแปลกหน้า
    
      แต่สายตาที่เป็นมิตรของพี่สาวแปลกหน้าที่มองมา รวมทั้งเสียงดนตรีเบาๆ ทำให้บรรยากาศในร้านอบอวนไปด้วยความอบอุ่น  ประกอบกับความทุกข์มากมายที่จันทร์ก็บไว้ไม่ไหว จันทร์ตัดสินใจเอ่ยปากเล่าถึงเรื่องราวความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำวันนี้  หัวใจของเธอที่สลายจากการได้เห็นชายคนรักกำลังขอแต่งงานกับสาวอื่นและเลยไปถึงเรื่องอดีตระหว่างเธอกับเขา เรื่องที่เธออยากลืมแต่ลืมไม่ได้ พี่สาวคนสวยนั่งฟังเธออย่างเงียบๆ ด้วยความเข้าใจ เธอกุมมือจันทร์ไว้ แล้วปลอบหลังจากจันทร์เล่าจบว่า

                         "ไม่เป็นไรนะ แล้วทุกอย่างจะผ่านไป" เสียงและไออุ่นจากมือของพี่สาวแปลกหน้าทำให้ใจของจันทร์ดูจะแข็งแรงขึ้น
        
        เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่เบอร์ของแม่แต่เป็นเบอร์พี่หมาน้อยที่จันทร์บันทึกไว้ระหว่างที่คุยกันไปมาในเวลาทำงาน 
“ค่ะ พี่หมาน้อย”  จันทร์พยายามรวบรวมสติให้เสียงเป็นปกติที่สุด

        “ จันทร์เป็นไงบ้าง  พี่ๆ ทุกคนเป็นห่วงมากนะ เราอยู่ไหน ถึงบ้านหรือยัง? ปลายสายไม่รอคำตอบแรกแต่ถามเพิ่มทันทีด้วยความเป็นห่วง "ถ้ายัง บอกพี่ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน พี่จะส่งเราถึงบ้านเอง” เสียงตามสายบอกถึงความเป็นห่วงอย่างมาก" 
        “จันทร์อยู่ในร้านอาหารเล็กๆ ใกล้สถานีรถไฟ BTS ค่ะ ชื่อร้าน The corner of love พี่ไม่ต้องมาก็ได้นะ จันทร์น่าจะกลับบ้านเองได้ค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” เสียงตอบกลับฟังแล้วน่าจะดีขึ้น แต่เขายังไม่สบายใจจนกว่าจะได้เห็นกับตาว่าเจ้าตัวดีขึ้นจริง
                                                            
“พี่จะไปรับ เห็นร้านแล้ว เจอกันนะ” 

          เสียงกระดิ่งที่ติดอยู่ตรงประตูทางเข้าดังขึ้นในอีกไม่กี่วินาที
               
         " จันทร์เป็นไงบ้าง”  ชายผมสีน้ำตาลออกดำหยักโสกน้อยตัดลองทรงสั้น ดูยุ่งนิดหน่อย ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน และรูปร่างเล็กๆ พร้อมกับผิวสีขาวอมชมพูที่ผู้หญิงหลายคนฝันว่าอยากจะมี พี่หมาน้อยเดินเข้ามาหาจันทร์อย่างเร็วด้วยความห่วงหวังจะพาสาวน้อยกับบ้าน
         
          “วุธ”  เสียงพี่สาวแปลกหน้าดังขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นชายที่อยู่ตรงหน้าชัดๆ 
                              
          “ฟ้า มาได้อย่างไร”  พี่หมาน้อยพูดขึ้นทันที ด้วยท่าทีที่ตกใจ ประโยคคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ 
     
           "มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ฟ้าจะไม่อยากคุยกับเขาอีก เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเสียงนี้หลังจากที่แยกกันไปนานกว่า 7 ปี" ชายหนุ่มคิด 
           ความรู้สึกและท่าทีของชายหนุ่มและหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าจันทร์ มันทำให้อึดอัด นักเปียโนจำเป็นต้องหยุดเล่นทันที ตั้งใจจะมาช่วยทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น แต่ยังไม่ทันลุกเดินออกมาจากมุนห้อง สงครามเล็กๆก็จบลงอย่างรวดเร็ว

          “จันทร์กลับเถอะ พี่จะไปส่งใกล้ 5 ทุ่มแล้วเดี๋ยวแม่จะเป็นห่วงนะ” พี่หมาน้อยพูดเสียงดังกว่าที่เคยได้ยิน พร้อมกับหยิบธนาบัติ 500 บาท จำนวนหนึ่งใบวางไว้ที่โต๊ะ "ไม่ต้องทอน" พี่หมาน้อยทำเสียงเข้ม หันไปบอกคนที่น่าจะเป็นเจ้าของร้าน  แต่พี่สาวแปลกหน้ากับพูดตัดหน้าว่า  “ ตัดบัญชีฟ้าค่ะ ฟ้าเลี้ยงน้องคนนี้เอง" ก่อนที่จะยิ้มให้จันทร์แล้วลุกขึ้นเดินจากไปทันที ไม่สนใจเงินที่วางอยู่ตรงหน้าและคำขอบคุณที่จันทร์ไม่ทันจะเอ่ยออกมา
        
          “ไป จันทร์”  พี่หมาน้อยนำกระเป๋าของจันทร์ออกจากม้านั่งพร้อมกับจับมือจันทร์อย่างแรง ทิ้งเงินจำนวนนั้นไว้ที่โต๊ะอย่างเดิม กระดิ่งดังขึ้นอีกครั้งหลังจากประตูร้านได้ถูกเปิดออกพร้อมกับลมแรงๆที่พัดผ่านเข้ามา 
                    
สายตาทั้งสองคู่เฝ้ามองเบื้องหลังชายหนุ่มและหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป 
สองความรู้สึก สองหัวใจ กับอารมณ์ที่ต่างกัน


      สายตาชายที่เล่นเปียโน สายตาที่บอกถึงความเป็นห่วงสาวน้อยที่เจอกันเพียงแค่ครั้งเดียวในรถไฟฟ้า จนอดไม่ได้ที่จะให้ฟ้าเพื่อนสนิทเดินเข้าไปปลอบใจ ความห่วงใยที่เขาพยายามส่งผ่านเสียงเปียโน หวังให้สาวน้อยหยุดร้องไห้ อยากให้เธอรับรู้ว่า ยังมีคนคนหนึ่งที่ห่วงใยและให้กำลังใจ

       ส่วนอีกสายตาของสาวสวยที่เล่นฟรุ้ต สายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน และอารมณ์ที่บอกไม่ถูกเมื่อได้มาเจอคนที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นที่สุดไปพร้อมๆกัน 
                                                
                                          “วุธ ที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเรากลับมา”
                                            

                                           เจอกัน บทที่ 3 นะคะ

                                                (เร็วๆนี้)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น