วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 3 เราคือคนที่ใช่สำหรับใคร

                    

        หากรู้ว่า รักนี้ จะทนทุกข์  
        คงจะหยุด ไม่เดิน ให้ใจหาย
         หัวใจนั้น เจ็บช้ำ ช้ำเจียนตาย 
              มันน่าอาย ที่เผลอเดิน โดยตั้งใจ

  
           สายฝนที่โปรยปรายในช่วงเดือนสิงหา ยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทางเดินที่แฉะนอง ฝนที่ตกมาแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แสงนีออนสีเหลืองอ่อนจากไฟทางสลับกับเงามืดของตึกแถวที่ปิดสนิท  
           ภาพชายหนุ่ม หญิงสาวจูงมือกันวิ่งฝ่าฝนมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด ทำให้ชายหนุ่มที่วิ่งตามมาด้วยความเป็นห่วงต้องหยุดชะงัก ชายนักเปียโนตั้งใจจะนำร่มมาให้สาวน้อย เมื่อเห็นว่าฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก หลังจากที่พวกเขาจากไปไม่นาน 
    แต่เมื่อเห็นมือของสองหนุ่มสาวจับกันแน่นและวิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟอย่างรวดเร็ว 

           “คง ไม่ต้องใช้แล้วมั้ง”

           ชายนักเปียโนพึมพำเบาๆ พร้อมทั้งกำร่มที่ถือไว้แน่น หันหลังกลับเดินไปยังจุดที่เขาเพิ่งเดินผ่านมา โดยที่ตัวเขาเองก็เปียกปอนไม่ต่างจากชายหนุ่มและหญิงสาวที่จากไป 
           สองหนุ่มสาว ปล่อยมือออกมาแทบจะพร้อมกันเมื่อถึงสถานี ความเงียบสงบยามค่ำคืนในมหานครที่ไม่เคยหลับใหล และความเงียบของสถานีรถไฟฟ้าที่ปราศจากคน ทำให้ได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจหอบๆ ของชายหนุ่มและหญิงสาวเท่านั้น

           “เป็นไงบ้างเรา” พี่หมาน้อยถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยน จนทำให้จันทร์ อดที่จะร้องไห้อีกไม่ได้ เพราะรอยยิ้มของพี่หมาน้อยมันคล้ายกับนัดเหลือเกิน
    
           “อ้าวร้องอีกแล้ว ไม่ร้องแล้วนะ” พี่หมาน้อยลูบหัวหวังจะปลอบ แต่สาวน้อยเงยหน้าขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่ยังไหลอยู่
           “จันทร์ผิดตรงไหน คะพี่
 จันทร์   ฮือๆ”
   
            เสียงร้องไห้กับบรรยากาศที่คล้ายกัน ทำให้เขา อดคิดถึงหญิงอีกคนหนึ่งไม่ได้ เขาเองก็เคยได้ยินคำถามนี้เหมือนกัน กับสาวที่วันนี้เจอกันโดยบังเอิญ แต่วันนั้นเขาไม่รู้จะตอบอะไร ทำได้แค่เงียบและเดินจากไปท่ามกลางสายฝนเหมือนบรรยากาศวันนี้ 
“ขี้ขลาดสุดๆ” เขาคิด
                         
“จันทร์ไม่ผิดหรอก เพียงแต่เราคือคนที่ไม่ใช่เท่านั้นเอง” ชายหนุ่มปลอบหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย 

             “ใช่ เราไม่ใช่สำหรับฟ้าและฟ้าไม่ใช่สำหรับเรา” ชายหนุ่มคิด ก่อนที่จะถอนหายใจ มือก็ยังลูบหัวหญิงสาวตรงหน้าอยู่ 
            "เวลาจะช่วยได้ สู้ๆนะ ” เสียงอบอุ่นที่ให้กำลังใจทำให้จันทร์สงบลง แต่ชายหนุ่มกับมีคำถามในใจ“เวลาช่วยได้จริง แต่มันสักกี่ปีล่ะ” ชายหนุ่มคิดก่อนที่จะถอนหายใจอีกครั้ง ด้วยความท้อใจกับชีวิตตนเอง
             จันทร์เช็ดน้ำตา และยิ้มให้พี่หมาน้อยเมื่อมองเห็นรถไฟฟ้ากำลังจะมาถึง “ไปกันเถอะค่ะ” สองหนุ่มสาวไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยหลังจากขึ้นรถไฟฟ้ามาแล้ว ทั้งสองเหมือนอยู่ในภวังค์ของความคิด 
              5 ทุ่ม 5 นาที จันทร์ก็มาถึงบ้านต้นตาล บ้านไม้ 2 ชั้นหลังไม่ใหญ่มากแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น 
              สาวสูงวัย แต่ยังคงความสง่า ยืนกางร่มอยู่ที่หน้าบ้าน พอเห็นเจ้าตัวแสบวิ่งเข้ามาหา ก็อดต่อว่าไม่ได้
             “ หนูบอกแม่ว่า 5 ทุ่มไม่ใช่เหรอ แต่นี่มันสายกว่า 5 นาที คราวหน้าจะไม่ให้ไปแล้วนะ แถมตัวยังเปียกกลับมาอีกถ้าเป็นหวัดจะหยิกให้เนื้อเขียวเลย” แม่ทำท่าจะหยิก แต่ต้องหยุดมือลงหลังจากเห็นชายหนุ่มที่เดินตามมาด้วย


“แล้วใครหละ สุดหล่อคนนี้น่ะ”

              จันทร์กอดแม่ไว้แน่น น้ำตาที่เพิ่งหยุดกลับไหลออกมาได้อีก ยังดีที่ฝนและแว่นหนาๆ ช่วยบดบังน้ำตา ทำให้แม่ไม่รู้ว่าจันทร์กำลังร้องไห้อยู่
              
  “ดูสิตัวเปียกทั้งคู่เลย เข้ามาก่อนนะพ่อหนุ่ม” แม่พูดพร้อมชี้ชวนให้พี่หมาน้อยเข้ามาในบ้านด้วยกัน

             "หนูลูก พ่อนอนไม่หลับนั่งรอหนูอยู่ในบ้านแหนะ ไปหาพ่อก่อนแล้วตรงไปอาบน้ำเลยนะ" เสียงแม่กำชับ ก่อนจะนำพี่หมาน้อยเข้ามาในบ้าน
             หลังจากดื่มน้ำขิงอุ่น​ๆ และการได้เช็ดตัวให้แห้ง ชายหนุ่มก็กล่าวสวัสดีผู้ใหญ่ทั้งสองอีกครั้ง อย่างเป็นทางการ ผมชื่อ คฑาวุธ หรือวุธแต่ที่ทำงานเรียกหมาน้อย เป็นพี่ที่ทำงานครับ พอดีพี่หมีอ้วนเห็นว่าผมกลับทางเดียวกับน้องจันทร์ เลยวานให้ผมมาส่งครับ ชายหนุ่มพับผ้าเซ็ดตัวที่ใช้แล้ววางลงบนโต๊ะและกล่าวขอบคุณสำหรับความกรุณาที่ท่านทั้งสองมีให้ 
            “ผมต้องขอโทษอีกครั้งนะครับที่ผมมาส่งน้องดึกเกินไป” ชายหนุ่มยกมือไหว้เพื่อขอโทษและกล่าวลา เพราะใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว 
             ผู้ใหญ่ทั้งสองรับไหว้ด้วยความเต็มใจ ทั้งยังขอบใจที่พาจันทร์มาส่งบ้านด้วยความปลอดภัย ฝากลาน้องจันทร์ด้วยนะครับ ชายหนุ่มยิ้มกับแม่ของจันทร์ 
                       
 "ว่างๆก็มาเที่ยวบ้านนี้บ้างนะจ๊ะ "แม่ของจันทร์ยิ้มพร้อมกับเดินไปส่งชายหนุ่มถึงหน้าบ้าน

       ดวงดาวที่ส่องสว่างระยิบระยับบนท้องฟ้าเมื่อไร้เมฆฝนเฉดเช่นฟ้ากระจ่างดาว มันแตกต่างสิ้นเชิงกับความรู้สึกมืดมนของชายหนุ่มที่เดินกลับบ้าน “คืนนี้จะหลับลงไหมเนี่ย” ชายหนุ่มถอนใจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น