วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บทที่ 8 ความในใจของ ดร. หนุ่ม (ตอนที่ 1)

จันทร์เจ้าเอ๋ย เมื่อไร จะหันมา 
มองสบตา แลเห็น ใจของพี่
 สายลมอ่อน ช่วยบอก ดวงจันทร์ที 
ว่าพี่นี้ รอเจ้า อยู่เดียวดาย
เจ้าจันทร์น้อย เจ้านี้ พี่นี้รัก  
พี่กลัวนัก ว่าน้อง จะหนีหาย
น้องมีค่า กว่าใคร ใครมากมาย 
อย่าเอียงอาย อย่ากลัว พี่อยู่เคียง 

ดร. ภูผา



หลังจากผู้ที่อบรมทุกคน ( Engineer ประมาณ 80 %) ได้ทำข้อสอบเพื่อประเมินวัดผลหลังอบรมโดยผลเฉลี่ยที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจของพี่หมีอ้วนมาก เพราะผู้ที่ได้รับการอบรมสามารถสอบผ่าน 100 % และทำข้อสอบถูกถึง 98% ของข้อสอบทั้งหมด ซึ่งเป็นคะแนนที่ดีมาก เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนของวิทยากรคนอื่นที่เคยอบรมในหัวข้อเดียวกัน
   และนั้นคือคะแนนที่ใช้ประเมินการผ่านงานของจันทร์ อีก 2 เดือนที่จะมาถึง พี่หมีอ้วนอนุญาตให้จันทร์ ไม่ต้องเข้า office ในวันอังคารและวันพุธ เพื่อไปหา ดร. ภูผา ที่มหาลัย พร้อมทั้งกำชับว่า ให้ใช้โอกาสนี้ให้มีค่าที่สุด เพื่อหาความรู้และจะได้เข้าใจ MSA ( Measurment system analysis) เบื้องต้นได้เป็นอย่างดี ผลที่ได้คือการผ่านงานนั้นเอง
  ปลายสาย รู้สึกยินดีนักที่สาวน้อยหางม้าโทรมาหา และบอกว่าจะเข้ามาพบ ในวันอังคารหน้าที่จะมาถึง แม้ว่าใจเขาจะรู้ดีอยู่แล้วว่าหญิงสาวจะมาหาเขาในวันอังคารและวันพุธ เพราะพี่หมีอ้วนได้โทรมา check ตารางสอนกับเขาแล้วว่าว่างวันไหนบ้าง แต่เขาก็อดรู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ ไม่ได้  
  รอยยิ้มกว้าง หลังจากว่างสายโทรศัพท์ ทำให้ ดร. สาวอดสงสัยไม่ได้

“มันชักยังไงนา บอกฟ้ามาเลยดีกว่า เราไม่มีความลับอะไรไม่ใช่เหรอคะ?

“พี่ภูไม่เคย ยิ้มและหน้าแดงแบบนี้นะคะ” ดร. สาวกล่าวต่อเพราะในห้องมีเพียงเธอกับ ดร. หนุ่มเท่านั้น

“ฟ้า พี่กำลังตกหลุมรัก” ชายหนุ่มพูดขึ้นสั้นๆ แต่ ดร. สาวกล้บตาโตพร้อมกับลุกขึ้นมาจากโต๊ะ ตรงไปยังโต๊ะทำงาน ดร. หนุ่มที่ไม่ห่างกันนัก

“จริงเหรอคะ ฟ้ารู้จักเปล่า?”  ดร. สาวถามด้วยความสนใจ สายตาระยิบระยับดังกับว่าตัวเองกำลังจะมีความรักก็ไม่ปาน

“อย่ามาทำตาหวานใส่พี่นะฟ้า เดี๋ยวใครเข้ามาเห็นจะเข้าใจผิด” ชายหนุ่มดุเบาๆ แล้วอมยิ้ม

“ไม่ต้องเลี่ยงวลีเลย บอกมาว่าฟ้าเคยเจอหรือยัง?”  เสียง ดร. สาวกระเซ้า เพราะความอยากรู้

“เคยเจอแล้ว เด็กสาวที่ฟ้าไปปลอบในร้านที่เราไปเล่นดนตรีกันไง” ดร. หนุ่มตอบ

“Really! ว้าว ว่าแล้วทำไมไล่เราให้ไปปลอบ” สาวที่เคยเชยๆ แต่ตอนนี้ออกจะเปรี้ยวๆ พูดขึ้น ก่อนที่จะนึกถึงสาวน้อยคนนั้นอีกครั้ง เลยพาลคิดไปถึงชายที่เธออยากเจอและไม่อยากเจอที่สุดในขณะเดียวกัน

“โลกกลมจังนะ” ดร. สาวคิดในใจ วันนี้พี่ต้องพาฟ้าไปเลี้ยงฉลอง ดร.สาวสวยยิ้มกลบเกลื่อนอารมณ์ที่มีอยู่

“เราก็ให้พี่เลี้ยงอยู่แล้วหล่ะ ทำเป็นพูดดี และวันอังคารหน้าน้องเขาจะมาหาพี่นะ เขามาเพื่อให้สอน MSA ( Measurement system analysis ) พี่จะเล่าให้ฟังโดยละเอียดตอนกินข้าว อ้อแล้วอย่าบอกว่าพี่เป็นนักเปียโนนะ เดี๋ยวน้องเขาอาย” ดร. หนุ่มกำชับด้วยน่าตาจริงจัง แต่ ดร. สาวกลับหัวเราะด้วยความชอบใจ

เช้าวันอังคาร ดร. หนุ่มกับจันทร์ เดินเข้ามหาลัยพร้อมกัน สายตามากมายมองมา ไม่ใข่เพราะจันทร์สวยแต่แปลกใจที่ ดร. หนุ่มไม่ได้เดินเข้ามหาลัยพร้อมกับ ดร. ฟ้าเหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา
“เด็กๆ เขาชอบพี่ภู กันนะคะ ดูสิมองกันใหญ่เลย” หญิงสาวกล่าวขึ้นเบาๆ 

“ครับ พี่ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เป็นเป้าสายตาไปด้วย” ดร. หนุ่มกล่าวออกจะรู้สึกกังวลไม่ใช่น้อย กลัวว่าสาวน้อยจะรู้สึกอึดอัด
         
เธอทำได้แค่สายหน้าเบาๆ ก่อนตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ จันทร์ต้องขอบคุณนะคะ ที่พี่โทรมาหาแถมยังรอจันทร์ที่หน้าสถานีรถไฟด้วย ถ้าจันทร์เดินมาเองกว่าจะหาตึก และห้องพักอาจารย์เจอคงใช้เวลานานแน่ๆ”
         จันทร์สาวน้อยหน้าใสถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ วันนี้เธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนดูน่ารักมาก ชุดสีเขียวทำให้ผิวขาวของเธอดูผุดผ่องน่ามอง ดวงตาเธอก็ช่างกลมโตดูระยิบระยับนัก แถมผมที่เคยผูกหางม้ายังถูกปล่อยออกมา ยามผมตรงสีน้ำตาลแดงต้องกับแสงอาทิตย์นั้นงามจับใจ
          “วันนี้น้องจันทร์ดูแปลกตานะครับ” ดร. หนุ่มยิ้มเล็กน้อยเมื่อกล่าวจบ 
“แปลกตา” หญิงสาวทวนคำ
ครับ แปลกตาแต่น่ารักนะครับ ชายหนุ่มยิ้มกว้างขึ้น ออกจะเขินกับคำพูดที่พูดออกมาไม่ใช่น้อย 

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้าง ใจเธอพองโตขึ้นอีก เมื่อ ดร. หนุ่มชม 

ไม่เสียแรงที่ตื่นมาตั้งแต่ตี  5 แต่งหน้า ทำผม ใส่คอนเทคเลนส์ แถมเลือกชุดอีกกว่าชั่วโมง เธออยากสวยขึ้นทุกวันยามเมื่อเจอ ดร. คนนี้ เธอยอมรับว่าเธออยากให้เขาสนใจ ความรักทำให้คนเราอยากเปลี่ยนแปลง สาวน้อยคิด เธอเองยังแปลกใจที่เธอรู้สึกรักได้เร็วกว่ารักครั้งแรก หรือรักครั้งแรกไม่ได้เรียกว่ารักนะ?
ทางเดินทอดยาวที่ตรงไปยังคณะ มีต้นดอกปีบสูงใหญ่เรียงรายตลอดทางเดิน กลิ่นหอมของมัน ทำให้ใจของชายหนุ่มและหญิงสาวรู้สึกผ่อนคลาย สงบ และเปี่ยมสุข จนอยากให้ทางเดินนี้ยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด 
        “พี่ภู” เสียงใสดังกังวาลอยู่ด้านหลังทำให้หญิงสาวและชายหนุ่มต้องหันกับมาตามเสียงพร้อมกัน 
“ฟ้า” ดร. หนุ่มตอบรับพร้อมกับทำท่าจะแนะนำสาวน้อยที่อยู่ข้างๆ ให้รู้จัก แม้ในใจจะรู้ว่าทั้งสองจะรู้จักกันแล้วก็ตาม
“ ไงจ๊ะ สาวน้อยจำพี่สาวคนนี้ได้ไหม  หายเศร้าหรือยังเอ๋ย?” ดร. สาวเข้าไปทักหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าและหันไปยิ้มกับ ดร. หนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ส่วน ดร. หนุ่มก็อยากจะจัดมะเงกให้ ดร. สาวขึ้นมาจับใจ 
“ พี่สาวเป่าฟรุ๊ต ที่เจอในคืนนั้น” เด็กสาวกล่าวตอบพร้อมกับยกมือไหว้
“ เมื่อวันนั้น ขอบคุณนะคะ” จันทร์ยิ้ม พร้อมกับรู้สึกอายๆ เมื่อคิดถึงเรื่องในคืนนั้นแถมใจก็กลัวว่า ดร. หนุ่มจะรู้
“รู้จักกันแล้วเหรอครับ” ดร. หนุ่มแสร้งทำเป็นถาม ทั้งที่ใจตัวเองก็รู้อยู่ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
“ค่าาาาา” ดร. สาวกล่าวตอบแบบลากเสียงยาวๆ แถมยิ้มมุมปาก จน ดร. หนุ่มอดคิดไม่ได้ว่า ดร. สาวจะทำให้เรื่องเสียหรือเปล่าเนี่ย
“พี่เป็นอาจารย์ที่นี้เหรอคะ? ” สาวน้อยอดถามไม่ได้เพราะจากหนังสือเล่มใหญ่ที่ถือมาและจากการแต่งตัวของพี่สาวที่ดูทันสมัยมากๆ แถมยังคงมีความเท่ห์ผสมความปรี้ยวพร้อมกับความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม พี่สาวคนนี้คงไม่ใช่นักศึกษาที่นี่แน่ๆ
“ใช่จ้า” พี่สาวคนสวยกล่าวตอบพร้อมกับตั้งคำถามที่ตัวเองรู้คำตอบอยู่แล้ว
 “มาทำอะไรที่นี้จ๊ะ เห็นพี่ภูบอกว่าจะมี เด็กสาวน่ารักๆ มาขอความรู้เรื่อง MSA  เพิ่ม ใช่เราหรือเปล่า?
  
“ใช่ ค่ะ รบกวนด้วยนะคะ” สาวน้อยตอบพร้อมกับโค้งศีรษะน้อยๆ 

เฮ้ย ไม่คิดเลยว่า ดร. อย่างเราต้องมาเล่นละครกับเขาด้วย ดร. สาว คิดแถมแอบชำเลืองมอง ดร. หนุ่มตรงข้ามที่ทำหน้าบอกไม่ถูก 
จริงๆ น้า…บอกน้องเขาว่าเป็น นักเปียโนซะตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง ปิดไว้จะไม่ดีทีหลัง ดร. สาวพยายามส่งกระแสจิตไปให้ ดร. หนุ่มหวังว่าเขาจะได้ยิน

การพูดคุยดำเนินไปเรื่อยๆ ระหว่าง ดร. สาวกับหญิงสาวตัวน้อย บรรยากาศของหญิงสาวที่คุยกันสนุกตั้งแต่เจอกันตรงทางเดินจนกระทั่งถึงห้องพักอาจารย์  ทำให้ ดร.หนุ่ม รู้สึกสนุกไปด้วยแม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้คุยกับสาวน้อยเลย
“พี่มีสอนเช้า งั้นไปก่อนนะจ๊ะหนูจันทร์ และตอนกลางวันกินข้าวด้วยกันนะ” ดร. สาวบอกพร้อมกับหยิบหนังสือจำนวนหนึ่งแล้วออกจากห้องไป

พี่ฟ้า เขาทั้งสวยและเก่งจังนะคะ พี่ภู หญิงสาวพูดลอยๆ ออกมา “ทั้งสวย ทั้งเท่ห์ ทั้งเก่ง สุดยอดเลย” หญิงสาวคิด

“จันทร์ เองก็น่ารัก สดใสเหมือนพระอาทิตย์ และเก่งไม่แพ้ใคร” ดร. หนุ่มอยากกล่าวตอบแต่ทำได้แค่เก็บไว้ในใจ

พี่เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พี่ได้บรรยายมาให้จันทร์อ่าน จันทร์ลองดูนะ ติดอะไรถามพี่ได้ ดร. หนุ่มกล่าว พร้อมกับจัดที่นั่งให้สาวน้อยนั่งตรงข้ามกับเขา
“จะดีเหรอคะ พี่ภู” สาวน้อยทำหน้าเอียงอาย เมื่อรู้ว่าที่นั่งของตนมีระยะห่างกับ ดร. หนุ่ม เพียงโต๊ะกั้นเท่านั้น
นั่งตรงนี้หล่ะดีแล้วครับ เผื่อจันทร์มีอะไรถาม จะได้ถามได้สะดวก ไม่ต้องกังวลว่านักศึกษาที่เข้าพบจะไม่มีที่นั่งนะครับ เพราะช่วงเช้าปกตินักศึกษาจะไม่ค่อยมาครับ ไม่แย่งที่นักศึกษาแน่นอน
ดร. หนุ่ม เลี่ยงเข้าใจเป็นอย่างอื่น แม้จะรู้ว่าหญิงสาวประหม่าแค่ไหน แต่ใจเขาอยากให้หญิงสาวอยู่ใกล้ที่สุด มันเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับเขา ที่จะได้อยู๋ใกล้กับคนที่เขารัก และเขาหวังว่าเธอจะรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาได้สักวัน

จุดดีของจันทร์คือ สมาธิที่ดีเยี่ยม แม้ว่าเธอจะอยู่ใกล้ชายที่เธอหลงรักแค่ไหน เธอก็สามารถรวบรวมสติเพื่ออ่านเอกสารที่อยู่ตรงหน้าได้เป็นอย่างดี (และนี่เองที่ทำให้พี่หมีอ้วนมั่นใจว่า จันทร์จะสามารถทำภารกิจนี้ได้อย่างดีที่สุด)
ขนตางอนงามที่ขยับเคลื่อนไหวเมื่อสายตาของสาวอ่านเอกสารแต่ละบรรทัดด้วยความตั้งใจ
และริมฝีปากอมชมพูน้อยๆ ที่ถูกกัดเป็นระยะ ดร. หนุ่มรู้ในใจเลยว่า สาวน้อย ไม่ค่อยถนัดวิชาคำนวณแน่ๆ 
“เป็นไงบ้างจันทร์ พอไหวไหม” เสียง ดร. หนุ่มถามขึ้นเบาๆ ด้วยความห่วงใย
  “ยากกว่าที่คิดค่ะ” สาวน้อยตอบ พลางใช้ปากกาแดงวงและเขียนเครื่องหมายคำถามเอาไว้ 
“ใจเย็นๆ ค่อยๆ อ่านนะ พี่จะนั่งทำงานอยู่ข้างๆ” ดร. หนุ่มยิ้มขึ้นเล็กน้อย  
“ค่ะ”  สาวน้อยยิ้มหวาน ใจเต้นแรงทุกครั้งที่เห็น ดร. หนุ่มยิ้ม ในบรรยากาศที่มีเพียงแค่เรา
“สมาธิ” จันทร์เตือนตัวเองในใจ เพียงไม่กี่วินาที เธอก็กลับไปสู่ภวังค์ในการใช้สมาธิเหมือนเดิม

       แต่ใจของชายหนุ่มกลับทำไม่ได้ ใจเขาเต้นแรงแต่ก็รู้สึกเปลี่ยมสุข มันอิ่มเอิบใจ ในช่วงเวลานี้ เขารู้ตลอดว่าการรอคอยเพื่อจะเจอคนที่เขารักนั้นสิ้นสุดลงแล้ว 

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

บทที่ 7 รู้จัก…รู้ใจ

รู้จัก…รู้ใจ

ดวงตาเจ้า มองมา ต้องตาพี่       เจ้าคนดี จำพี่ ได้หรือไม่
ใจพี่เต้น ระรัว ระเริงไกล     ยามอยู่ใกล้ ใจพี่ มองเพียงเธอ

                           ดร. ภูผา


โฮ้ใจจ๋า อย่านะ อย่าหยุดเต้น   ชายที่เห็น ใช่คน ที่เฝ้าหา
เทพบุตร เหมือนไกล แต่ใกล้ตา ขอเวลา ตอนนี้ ได้อยู่เคียง

จันทรา
     
แสงแดดเช้าวันนี้จ้าเหลือเกิน สาวน้อยวิ่งเข้าบริษัทด้วยความรีบเร่ง ดีใจที่ตัวเองมาถึงบริษัทก่อนเข้างานเกือบชั่วโมง
“e-mail  แจ้งผู้เข้าอบรมเรียบร้อยแล้ว เอกสารสำหรับผู้อบรม 20 คน ถูกจัดวางตามโต๊ะแล้ว โปรเจกเตอร์และอุปกรณ์สำหรับเชื่อมระหว่างแทปเล็ตกับโปรเจกเตอร์เรียบร้อยแล้วเช่นกัน สาวน้อยสร้าง check list ขึ้นในใจ ทุกอย่างอยู๋ในการควบคุม”   เธอคิดก่อนที่จะวิ่งไปดูสถานที่จัดอบรมอีกครั้งเพื่อความสบายใจ 
  เหงื่ออ่อนๆ ผลุดออกจากใบหน้างาม เมื่อไปถึงห้องจัดอบรม ขนมและเครื่องดื่มถูกจัดวางเรียงอย่างเรียบร้อยไว้หลังห้อง เพื่อเตรียมไว้สำหรับผู้อบรมถูกจัดอย่างสวยงามด้วยป้าแม่บ้านที่แสนจะใจดี แถมมี ดอกไม้สวยๆ วางไว้ที่โต๊ะสำหรับวิทยากรด้วย ทำให้ห้องดูน่าอบรมมากขึ้น 
  “จันทร์!  ดร. ภูผา มาถึงแล้วนะ” พี่หมีอ้วนเดินเข้ามาตรวจตาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนตบบ่าจันทร์เบาๆ
“จัดงานได้ดี ไปรับ ดร. ได้แล้วหล่ะ อาจารย์มาถึงแล้ว” พี่หมีอ้วนบอก พร้อมกับส่งพี่ยีราฟ มาช่วยในการนำผู้อบรมเข้าไปในห้องและ check ชื่อให้เรียบร้อยเมื่อผู้เข้าอบรมมาถึง

พี่สาวหน้าเคาน์เตอร์ยิ้มหวานก่อนบอกจันทร์เบาๆ ว่า ดร. ภูผา นั่งรอและอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ทางด้านโน้น
แสงแดดที่สาดส่องพื้นหลังจากกระจกทำให้เห็นเพียงชายที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยท่าทีสบายใจ หญิงสาวรู้สึกแปลกๆ มันรู้สึกเหมือน...

“สวัสดีค่ะ ดร. ภูผา” หญิงสาวหยุดตรงหน้า ทักดร.หนุ่มที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ 

“จันทราค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้และยิ้มกว้างขึ้นเมื่อหนังสือพิมพ์ถูกลดระดับลงทำให้เห็นถึงผู้มาเยือนได้ชัดขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้เพื่อแสดงความเคารพ

“สวัสดีครับ คุณจันทรา” ดร. หนุ่มยิ้มหวานให้พร้อมกับรับไหว้ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใจของจันทร์รู้สึกอบอุ่นและยังละลายเหมือนเดิม

“อาจารย์ คือคุณพี่ที่ช่วยจันทร์ในรถไฟวันนั้น” หญิงสาวหน้าแดงด้วยความอายปนยินดี ความรู้สึกบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าหน้ามันร้อนมากๆ มือไม้ก็พลานไม่รู้จะวางไว้ไหน เหมือนใจจะหยุดเต้นยังไงไม่รู้

“แย่จัง เป็นอะไรนี่เรา” จันทร์คิด

“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ” หญิงสาวกล่าว

“เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ นะครับนี่ ที่ได้เจอกันอีกครั้ง” ดร. หนุ่มกล่าวขึ้นพร้อมกับยิ้มหวานให้อีกครั้ง

   ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด เป็นเรื่องบังเอิญที่เขาภาวนาอยากให้เป็น ดร. หนุ่มคิด น้ำเสียงของเด็กสาวหางม้ายังหวานใสเหมือนครั้งแรก แววตาที่เคยเศร้าสร้อยที่เคยเห็นในครั้งที่สองได้หายไปหมดแล้ว ตอนนี้เธอคือ เด็กสาวหน้าแดงๆ ตัวเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า เธอคือเด็กสาวที่ทำให้ใจเขาเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก และเขารู้สึกว่าอยากทำให้เธอคนนี้มีความสุข

“อาจารย์ทานข้าวมาหรือยังคะ หรือว่าจะให้จันทร์นำอาจารย์ไปยังห้องจัดอบรมเลย เพราะตอนนี้เรายังพอมีเวลาอีก 45 นาที ตามเวลาที่นัดอบรมค่ะ” หญิงสาวรวบรวมสติที่ยังพอมีอยู่กล่าวขึ้น

“ผมทานข้าวมาแล้ว รบกวนคุณจันทร์ ช่วยนำไปด้วยครับ” ดร. หนุ่มลุกขึ้นยืน หยิบกระเป๋าเอกสารใบเล็กๆ ที่วางด้านข้างขึ้นมาถือ พร้อมกับเก็บหนังสือพิมพ์ที่อ่านอย่างเรียบร้อย 

“ทางนี้ค่ะ อาจารย์” หญิงสาวนำ ดร. หนุ่มขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 3 ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย เพราะห้องอยู่ไม่ไกลจากลิฟท์เท่าไรนัก

“ดีใจจังที่อาจารย์  คือพี่คนนั้น ” เสียงใสกล่าวขึ้นหลังจากรวบรวมสติได้

“ครับ” 

“ถ้าไม่ได้อาจารย์ จันทร์ก็อาจตกงานในวันแรก เพราะมาสาย ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” จันทร์หันกลับมายิ้มหวานพร้อมกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกขอบคุณเป็นที่สุด

ภาพที่เห็นทำให้ ดร. หนุ่มอยากจะเอามือมาสัมผัสศีรษะน้อยๆ เบาๆ ของเธอแล้วบอกว่า “ตั้งใจเข้าหล่ะ” แต่เขาทำได้เพียงแค่ตอบว่า 
“ยินดีครับ”

    “ไอ้แว่น เอ็งหรือนี่ ดร. หนุ่มจากเมืองนอก จบทาง “Measurement System Analysis” เจ้าเด็กข้างบ้านที่คอยตามดูแลไอ้ฟ้า ตอนแรกเห็นนามสกุลก็คุ้นๆ  ไม่คิดเลยว่าจะเป็นไอ้น้องคนนี้” พี่หมีอ้วนทักพร้อมกับกอดคอแรงๆ 

“ไอ้น้องชาย โครตคิดถึงเลย เลิกใส่แว่นแล้วหล่อวะ แต่ยังไว้ผมยาวเหมือนเดิม ดีใจ ดีใจ”

เสียงอันดังของพี่หมีพร้อมทั้งท่าทางที่แสดงออก ทำให้ใครต่อใครพากันมองอย่างไม่ต้องสงสัย

“ครับพี่ช้าง กลับมาสักพักแล้ว ว่าจะไปไหว้พ่อแม่พี่เหมือนกัน แต่ยังหาเวลาเหมาะสมไม่ได้”  ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับยกมือสวัสดีพี่ชายที่เคยเล่นกันมาแต่เด็ก

“ที่นี่เขาเรียกพี่ว่าหมีอ้วน ไอ้แว่น เอ็งเรียกพี่แบบนั้นก็ได้ อบรมเสร็จ มาหาพี่นะ” พีหมีอ้วนกำชับบอกพร้อมกับสั่งให้จันทร์ช่วยอำนวนความสะดวก ดร. หนุ่มตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่

“3 วันนี้ผมต้องขอรบกวนด้วยนะครับ คุณจันทร์”  ดร. หนุ่มกล่าวพร้อมกับส่งยิ้มให้

“ยินดีค่ะ ดร. ภูผา” จันทร์กล่าว

“ถ้าไม่รังเกียจ เวลาคุยกันสองคนเรียกผมว่าภู หรือพี่ภู นะครับ พี่จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป ถือว่าพี่ขอ”
ดร.หนุ่มพูดขึ้นหลังจากพี่ช้างหรือพี่หมีอ้วนของทุกคนได้เดินจากไปแล้ว
  
  หญิงสาวอึ้งไปสักพักก่อนที่จะพยักหน้ารับเบาๆ “ตกลงค่ะพี่ภู” หญิงสาวยิ้มให้จนตาหยี ถึงจะรู้สึกเขินมากๆ เวลาเรียก แต่ก็ทนสายตาที่ขอร้องไม่ไหว ก็สายตา ดร. คนนี้มันดูอบอุ่นจริงๆ 

  ช่วงเวลา 3 วันผ่านไปเร็วมาก เวลาที่มีความสุขมันช่างดูสั้นสำหรับดร. หนุ่ม เขามีโอกาสได้พูดคุยและทานข้าวกลางวันด้วยกันทุกวันและขึ้นรถไฟฟ้ากลับด้วยกันทุกเย็นกับสาวน้องหางม้า เขาพยายามทุกวิธีทางที่จะทำให้ได้อยู๋ใกล้เธอมากที่สุด

  สายตามากมายคอยจ้องมองเขาเมื่อทั้งสองทานข้าวด้วยกัน มันมิได้ทำให้เขาอึดอัดใจเลย ต่างกันกับการทานข้าวกับฟ้าโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เขาไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร เขาสนแค่สาวน้อยตรงหน้าเพียงอย่างเดียว
      เสียงหัวเราะและรอยยิ้มหวานๆ ของเขาเกิดขึ้นทุกครั้งที่หญิงสาวเล่าเรื่องสนุกของพี่ๆ ทั้งสี่ให้ฟัง เสียงใสๆ ที่ช่างซักช่างถามและความช่างจดช่างจำทำให้ใจเขาอดไม่ได้ที่จะเอ็นดูและประทับใจ 
      
      เขารู้ได้ว่านี้คือความรัก แม้จะเพียง 3 วันที่ได้รู้จักจันทร์ ความรู้สึกที่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ สุขใจเมื่อได้คิดถึงและเฝ้ามอง เขารู้ได้เลยว่านั้นคือคนที่เขารอ แต่เด็กสาวเธอช่างเด็กเหลือเกิน เขาได้แต่แอบหวังลึกๆว่า เธอจะเข้าใจความรู้สึกของเขาได้ในวันหนึ่ง

      “คนที่ไม่เคยแม้จะจีบสาวอย่างเขา จะทำอย่างไรให้สาวน้อยคนนี้ได้รับรู้”
“มักยากกว่าการทำ ดร. เสียอีก” ชายหนุ่มคิด
      
สายตาหวานๆ ที่ดร. หนุ่มส่งให้เจ้าจันทร์ทำให้พี่หมีอ้วนชักไม่สบายใจ แม้จะมีพี่ๆ คนอื่นมาร่วมทานด้วยบ้าง แต่มันก็ไม่ทำให้ความหวานของสายตานี้ลดลงเลย
วันนี้แหละ เขาตั้งใจจะเปิดอกพูดกับ “ไอ้ด๊อก!” โดยตรง พี่หมีอ้วนคิดหลังจากเปลี่ยนสรรพนาม จาก ไอ้แว่น เป็น ไอ้ด๊อก ได้ไม่นาน 
ไอ้ด๊อก (ฟังแล้วเหมือนเรียกคุณสุนัขเลยนะเนี่ย) เย็นนี้ไปกินข้าวบ้านพี่นะ แม่เขาคิดถึง พี่หมีอ้วนตบบ่า พร้อมกับเดินจากไปหลังจากเจอกันตรงทางเดินก่อนเข้าอบรม class สุดท้าย โดยไม่ฟังคำตอบ ดร.หนุ่มเพียงยิ้มน้อยๆ อย่างเข้าใจ พร้อมกับถามจันทร์เบาๆ ว่า “พี่เขาเป็นแบบนี้ตลอดเลยไหม?”

“นี่แหละค่ะ พี่หมีอ้วน”  จันทร์ตอบ

วันสุดท้ายของการอบรม ความตั้งใจแรกเขาที่จะได้กลับกับน้องจันทร์และว่าจะรวบรวมความกล้าชวนน้องเขาไปทานเข้าตอนเย็น เป็นการเลี้ยงฉลองที่อบรมเสร็จกลับพังทลายเพราะต้องกลับพร้อมพี่ช้าง เขาทำได้แค่เพียงบอกลาสาวน้อย พร้อมกับหวังในใจว่าคงจะได้เจอกันที่สถานีรถไฟ พรหมลิขิตคงช่วยเขาได้แค่นี้ 
ไอ้ด๊อก แกชอบเจ้าจันทร์ใช่ไหม? เสียงพี่หมีอ้วนถามขึ้นเมื่ออยู่กันสองคนหลังทานข้าวเย็นเสร็จ
“ใช่ครับ”  ชายหนุ่มวางแก้วน้ำลงและตอบแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพราะเขาเกรงใจพี่หมีอ้วน แต่เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุน้อยที่จะเขินอายอีกแล้ว

“3  วันเนี่ยนะ เร็วไปเปล่าวะ” พี่หมีอ้วนถามให้แน่ใจ

“แน่ใจครับพี่ แต่ไม่ใช่สามวัน ผมเจอน้องเขามา สองครั้งก่อนมาที่บริษัทพี่
ครั้งแรก บังเอิญช่วยน้องเขาในรถไฟตอนเขามาเข้างานในวันแรก
ครั้งที่สอง เจอน้องเขาร้องไห้อยู่ที่ร้านที่ผมไปรับเล่นเปียโน ดร.หนุ่มตอบอย่างหนักแน่น”

“งั้นพี่ช่วยเอ็ง พี่เชื่อเรื่องรักแรกพบวะ แม้มันดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็เป็นไปได้” พี่หมีอ้วนพูดขึ้น พร้อมหันไปดูรูปคู่รักที่แต่งงานกันมานานกว่า 50 ปี ที่ตอนนี้ก็ยังคอยดูแลกันไม่ห่างและมีพยานรัก ก็คือเขาเองและน้องชายอีกคน

 “ข้าฟังพ่อแม่เล่าให้ฟังทีไรก็รู้สึกเลี่ยนๆ แต่มันก็ทำให้มีข้านี่แหละ” พี่หมีอ้วนพูดขึ้นอย่างเข้าใจ

   ข้าจะส่งไอ้จันทร์ ไปหาเอ็ง เพื่อให้เอ็งช่วยสอนน้องเรื่องที่เจ้าจันทร์จะต้องเป็นผู้อบรมแทนเอ็งในครั้งต่อไป ซึ่งข้าให้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่าๆ แก่น้องเขาไว้ และการอบรมครั้งหน้าก็จะเป็นการประเมินงานเขาด้วย เอ็งก็พยายามช่วยน้องเขาแล้วกัน

“อ้อ! ถ้าจีบติดอย่าทำน้องเขาร้องไห้นะ สงสารมัน ครั้งที่แล้วที่ไอ้จันทร์อกหัก ดูสภาพมันแย่มากๆ”

พี่หมีอ้วนบอก ก่อนจะเล่าประวัติและความรักของจันทร์ให้ ดร.หนุ่มได้ฟัง เพื่อชายหนุ่มจะได้เข้าใจเจ้าจันทร์ได้มากขึ้น

“ขอบคุณครับพี่” ดร. หนุ่มยกมือไหว้ผู้ที่เป็นพี่ชายข้างบ้านที่ตอนนี้กำลังทำหน้าที่เป็นศิลานี


ดร. หนุ่มเดินกลับบ้านด้วยใจที่เบาสบายเหมือนกับว่าเขาได้เข้าใจตัวเองเสียที เวลานี้เขาเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกของการตกหลุมรักเป็นอย่างไร?

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

บทที่ 6 ความในใจของหมาน้อย

ฟ้าคืนนี้ เงียบเหงา เมื่อไร้เจ้า  คืนเหน็บหนาว ใจร้าว ยามขาดหาย
อรชร น้องน้อย เคยเคียงกาย  แสนเสียดาย เมื่อยาม ขาดเจ้าไป 
ฟ้าหนอนฟ้า เกินเอื้อม ให้ไปถึง ใจพลั้นผลึง หากดึง เจ้าเคียงใกล้
น้องไม่รู้  พี่ช้ำ ใจเพียงใด      กล้ำกลืนใจ ตัดเจ้า ไปจากกาย

                        หมาน้อย

คืนนี้ฟ้านั้นเต็มไปด้วยแสงดาวระยิบระยับ ฟ้าจะสวยขึ้นเมื่อมีดาวประดับอยู่เคียงข้าง 

      วราวุฒิ หรือ หมาน้อย ที่ทุกคนเรียกกำลังมองฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงดาวระยิบระยับอยู่ตรงระเบียงบ้าน

      ฟ้ากลับมาแล้ว จริงๆ ด้วย ตอนนี้เธอคงเป็น ดร.สาวที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ ใครจะเชื่อว่าเธอจะเป็น ดร. ทางด้านสถิติ จากอเมริกา ที่อายุเพียง 24 ปี 
      นึกถึงเด็กปี 1 น้องฟ้าเด็กสาวบ้านนอก ผมม้า หน้าตาธรรมดา หน้าตามอมแมมตอนรับน้อง เด็กสาวที่คอยปลื้มเขาตลอดเวลาในช่วงปีหนึ่ง ตอนนี้เธอเปลี่ยนไป อย่างไม่หวนกลับ
     ส่วนตัวเขาที่เคยเป็นเดือนมหาลัย แต่ตอนนี้ก็แค่พนักงานธรรมดา เป็นรุ่นพี่ที่เรียนจบหลังน้อง เพราะเอาแต่ทำกิจกรรม ได้น้องฟ้า คอยช่วยเพื่อทำให้ผ่านวิชาที่ยากที่สุดไปได้
     ความรักมากมายที่สาวน้อยมอบให้ใช่ว่าเขาจะไม่รับรู้ เด็กสาวที่อยู่นอกสายตา เปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา เพื่อให้ใครต่อใครยอมรับในตัวเธอ เธอกลายเป็นฟ้าของใครๆ เธอทำให้เขาหันมามองและเอาหัวใจของเขาไปด้วยหัวใจของเธอ  แต่เขาเองมิอาจเปลี่ยนตัวเองให้เทียบเท่ากับเด็กสาวได้  เธออยู่สูงเกินกว่าเขาจะเอื้อมถึง หญิงสาวยอมเสียสละอนาคตของเธอเพื่ออยู่กับเขา และนี้เอง คือการจากลาที่เขาจำใจไล่เธอไป เพื่อตัวเธอและตัวเขาที่ขี่ขาด เขาผู้ซึ่งไม่พยายามสู้เพื่อเธอ ยอมแพ้และเดินจากไปง่ายๆ เพียงเพราะไม่อยากฟังคำนินทาจากคนอื่น เขานี้แหละที่ทำให้เธอร้องไห้ใจแทบขาด และเดินจากไปโดยไม่อธิบายอะไร

  ฟ้าไม่ใช่รักแรกของเขา แต่ฟ้าคือรักเดียวของเขา เพราะตั้งแต่ฟ้าจากไป เขาจึงเพิ่งรู้ว่า รักคืออะไรจริงๆ

 เขาจึงรู้สึกดีใจไม่น้อยที่รู้ว่าน้องจันทร์ทำงานนี้แทน เพราะเขาก็ไม่ค่อยอยากติดต่อกับมหาลัยเดิมเท่าไหร่ กลัวว่าสักวันจะเจอฟ้าและเด็กเรียนที่ตอนนี้เป็นถึง ดร. หนุ่ม ดร. ภูผา ชายที่เป็นเหมือนยาขมสำหรับเขาแม้ว่า ดร. คนนี้จะรู้ไม่จักเขาเพราะเรียนกันคนละคณะแต่เขารู้จัก ดร.หนุ่มคนนี้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

   ภูผา ผู้ชายแสนเชยๆ ใส่แว่นตาหนาๆ กรอบ ใหญ่ๆ ไว้ผมยาวขัดกับบุคลิกเด็กเรียน
 รุ่นพี่ที่คอยอยู่เคียงข้างฟ้าเสมอ เขาเป็นรุ่นพี่ที่คอยติวให้ฟ้าตอนปีหนึ่งและเป็นแรงบันดารใจให้ฟ้า สอบชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อ โทและ ดร. ที่อังกฤษ ทำให้ฟ้าเป็นฟ้าในวันนี้ 
   แม้ว่าฟ้าจะบอกว่า ภูผาเป็นแค่รุ่นพี่เป็นไอดอนและเขาคือชายที่เธอรักที่สุด แต่สำหรับผม เธอคือฟ้าที่เกินเอื้อมจริงๆ 

  วันจันทร์ที่ไม่อยากให้ถึงกับมาถึงเร็วอย่างแทบใจหาย...

    ดร. ภูผาที่เขาคิดว่าแสนเชยตอนนี้มาอยู่ตรงหน้า แม้ว่า ดร.หนุ่มจะมองไม่เห็นเขา แต่เขาจำ ดร.หนุ่มได้ดี
    ชายที่เคยใส่แว่านหนาๆ กรอบใหญ่ๆ ตอนนี้หล่อแบบหาใครแข่งได้ยาก ส่งผลให้สาวๆที่เดินผ่านต้องหันหลังกลับมามอง ด้วยความสนใจ

   “คนอย่างเรา คงไม่มีอะไรสู้เขาได้จริงๆ” ชายหนุ่มคิดก่อนเดินเลี่ยงขึ้นบันไดเพื่อไม่ให้เจอกับ ดร. หนุ่ม

  หางม้าที่เห็นไวๆ กับรูปร่างแบบนี้ ต้องสายตาดร. หนุ่ม เมื่อเปิดประตูเข้ามาในบริษัทแสงสุรีย์แห่งนี้ รอยยิ้มกว้างเผยขึ้นจากหัวใจ หัวใจเต้นแรงนิดๆ จนเจ้าตัวเองก็แปลกใจ 
"อยู่บริษัทนี้เองหรือเนี่ย สาวน้อยหางม้า อยากให้สาวน้อยคนนี้คือ จันทรา จริงๆ
 เขาจะได้มีโอกาสได้รู้จักเธอเสียที"



วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

บทที่ 5 เริ่มต้น...วันใหม่



แสงแดงเช้า ในเมือง อันสับสน   กับผู้คน ขวักไขว่ หลากหลายหน้า
 แต่ใจฉัน สงบ ต่างกันนา      เพียงเพราะว่า  ฉันละ ความทุกข์ใจ

                                                                                  จันทร์

เห็นสีหน้า น้องนี้ พี่มีสุข        ใจที่ทุกข์ เพราะห่วง มลายหาย
รอยยิ้มเจ้า ทำให้ ใจสบาย          กรุงวุ่นวาย ไม่ส่งผล เท่าเจ้าเลย 
ชายนักเปียนโน

                               

ความสดใสกลับมาอีกครั้ง...เมื่อวันจันทร์มาถึง
        วันจันทร์ วันแรกของสัปดาห์การทำงาน รถไฟฟ้ายังคงแน่นเหมือนเดิม แต่วันนี้ไม่เหมือนวันก่อน ไม่มีป้าอ้วน ไม่มีหนุ่มสุดหล่อ และไม่มีรองเท้าส้นเตี้ยด้วย
      เพราะจันทร์ได้เปลี่ยนรองเท้าเป็นผ้าใบเรียบร้อยแล้ว แม้มันจะไม่เข้ากับชุดทำงาน แต่มันก็ยึดติดกับพื้นรถไฟได้ดีกว่า วันนี้คงไม่ต้องมีใครมาประคองอีก
      รอยยิ้มของจันทร์กว้างขึ้น เมื่อเจอกับพี่หมาน้อยหลังจากออกมาจากรถไฟเรียบร้อยแล้ว

“ขึ้นรถไฟคันนี้เหมือนกันเหรอเรา”  พี่หมาน้อยพูดผ่านผ้าปิดปากที่กั่นไว้

“ค่ะ เป็นไรมากไหมคะพี่?”  จันทร์ ยิ้มกว้าง 

          “ไอ้เด็กคนนี้ วันก่อนร้องไห้ขี้มูกโป่ง วันนี้ยิ้มร่า ดูสิทำให้พี่เป็นห่วง เดี๋ยวเถอะ” พี่หมาน้อยไม่พูดเปล่า แถมมะเหงกให้อีก 1 ทีด้วยความหมั่นไส้ 
                        
“โอ้ย พี่เขกหัวจันทร์ทำไม” เสียงจันทร์ร้องออกมาเบาๆ 
        
                                   “โทษที่ทำให้พี่ต้องตากฝนยังไงหละ ดูสิป่วยเลย”

                           เสียงไอเบาๆกับหน้าแดงๆ ทำให้จันทร์อดไม่ได้ที่จะเอามือตัวเองมาจับหน้าผากของพี่หมาน้อย 
  
                             “ตัวร้อนนะพี่ กลับบ้านเถอะ” จันทร์พูดพร้อมกับกำลังกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาพี่หมีอ้วน 
                            
                           “สบาย สบาย กินข้าว กินยา ก็หายแล้ว ไปเถอะ เดี๋ยวเข้างานสาย” พี่หมาน้อยพูดขึ้น ก่อนที่จันทร์จะกดโทรออก 
     
                           “ขอโทษนะคะ เพราะจันทร์แท้ๆ” จันทร์กล่าวขอโทษจากใจ

                          “อืม” พี่หมาน้อยตอบมาเบาๆ พร้อมโบกมือไปมาเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร 

“มาพี่ถือให้” พี่หมาน้อยแย่งถุงเล็กๆ ในมือจันทร์ไปถือ แล้วทั้งสองก็เดินไปด้วยกัน

          มันเป็นเหตุบังเอิญที่ทำให้ชายนักเปียโน มาเห็นภาพชายหนุ่มและหญิงสาวหยอกกันในยามเช้าของวันจันทร์ ใจของเขายินดีนักที่ได้เห็นรอยยิ้มของสาวน้อยหางเปียอีกครั้ง แต่ลมหายใจรู้สึกขัดๆ ที่ได้เห็นชายหญิงทั้งสองหยอกกันตรงหน้า

         สลิ่มน้ำกระทิ + น้ำแข็งใส่วางอยู่ที่โต๊ะทำงานจันทร์ตั้งแต่เช้า พร้อมกับกระดาษโน้ตที่มีข้อความสั้นๆ ว่า
  “สู้ๆนะ แล้วมันจะผ่านไป จากพี่ๆ”
  
          รอยยิ้มกว้างพร้อมฟันขาวๆ ปรากฎขึ้น พร้อมกับการชูสองนิ้วให้พี่ๆ ทั้ง 4 ได้เห็น 

                                     “จันทร์สู้ตายคะพี่ ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวยกมือไหว้พี่ๆ อีกครั้งเป็นการขอบคุณจากใจจริง

          เสียงไอเป็นระยะ กับหน้าที่แดง ทำให้พี่หมีอ้วนต้องออกปากไล่ ส่งผลให้พี่หมาน้อยถูกเนรเทศให้ไปนอนห้องพยาบาล ก่อนที่มันจะแพร่ถึงทุกคนในห้องกันหมด

         สุดท้าย พี่หมาน้อยก็ไม่ได้ทำงาน แถมงานทั้งหมดก็ต้องตกมาเป็นของจันทร์อย่างช่วยไม่ได้ โทษฐานที่ทำให้พี่เขาต้องตากฝน

        ตารางาน confirm นัดหมายกับวิทยากรที่จะมาในจันทร์หน้า ซึ่งเป็นงานของพี่หมาน้อย เลยกลายเป็นงานสำคัญของจันทร์ในวันนี้ แม้จะเป็นเพียงแค่การโทรไปคุย เพื่อยืนยันการนัดหมาย แต่จันทร์ก็รู้สึกประหม่าไม่ใช่น้อยจึงทำให้เสียงของเธอเลยออกจะสั่นๆ ไปบ้าง
       
        สวัสดีค่ะ จันทรา จากบริษัท แสงสุรีย์ จะโทรมายืนยันนัดหมายกับ ดร. ภูผา เสถียรกุล ที่จะมาอบรมพนักงานเรื่อง การใช้เครื่องมือวัดให้ถูกต้องค่ะ 
          ครับ ดร. ภูผา ครับ เสียงปลายสายกล่าวตอบ ผมจะไปถึงบริษัทจันทร์หน้าสักประมาณ 10 โมงไม่น่าจะเกินนั้น ช่วยเตรียมโปรเจกเตอร์ให้ผมด้วยนะครับ แล้วผมจะส่งเอกสารในการสอนให้คุณ จันทรา เออหรือว่าคุณ วราวุติดีครับเพื่อเตรียมสำหรับผู้อบรมในครั้งนี้
         ส่งให้จันทร์ ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวจันทร์ส่ง e-mail address ให้อาจารย์นะค่ะ
          “ครับ ขอบคุณ” 
         
จันทร์ถอนหายใจเมื่อวางสาย  “เสร็จแล้วงานแรก”

         และด้วยงานนี้เองทำให้พี่หมีอ้วนมีความคิดดีๆ เพื่อใช้ในการประเมินว่าจันทร์สามารถผ่านงานในบริษัทนี้ได้ไหม?
         โดยมอบหมายให้จันทร์เป็นผู้อบรมเรื่องนี้ในครั้งต่อไป มีกำหนดให้ภายใน 3 เดือนจันทร์จะต้อง present เรืองนี้ได้อย่างคล่องแคล่วและผู้อบรมต้องผ่านการประเมินหลังอบรมเกิน 90% ของคะแนนประเมิน

“พระเจ้า ต่อจากนี้ไปคงไม่ใช่งานง่ายแล้วสิเรา” 
        
          เสียงปลายสายที่วางไป ทำให้ใจของอาจารย์หนุ่ม รู้สึกคิดถึงเด็กสาวหางม้าขึ้นมานิดนึงและ
อมยิ้มที่มุมปากอย่างไม่ตั้งใจ  ทำให้อาจารย์ที่เป็นเพื่อนรักสังเกตเห็น

“วางโทรศัพท์ แล้วยิ้มนี้หมายความว่ายังไง ค่ะ” อาจารย์สาวแซว 

“ครับ”  นักเปียนโนที่มีดีกรีเป็นถึงอาจาย์ยิ้ม และสายหัว 
“ไม่มีอะไร ไปกินข้าวกันเถอะ” 

      บรรยากาศการทานข้าวในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยจึงเต็มไปด้วยสายตามากมายที่พยายามมองอาจารย์ ดร. หนุ่มหล่อและอาจารย์สาวสวยที่มีดรีกรี ดร. เพิ่มกลับมาจากอเมริกา ใครๆ ในที่นี้ก็ต่างคิดว่าทั้งสองเหมาะกันมากที่สุด ไม่เพียงแค่ความหล่อและสวยที่สมกันเท่านั้น แต่ความรู้ ความสามารถก็เก่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันด้วย

“คราวหน้า พี่พาฟ้าไปทานที่อื่นดีกว่าเนอะ พี่ไม่ชอบเป็นเป้าสายตา” อาจารย์หนุ่มพูดด้วยเสียงเบาๆ 

    “Don’t care แต่ก็แล้วแต่พี่เถอะค่ะ”  อาจารย์สาวยิ้มให้กับพี่ชายร่วมโลกที่ยังคงมีนิสัยไม่ชอบเป็นเป้าสายตามาตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงตอนนี้
  
      ข้อมูลการอบรมถูกส่งมาใน e-mail ของจันทร์ในช่วงบ่าย บทเรียนการสอนอ่านแล้วเข้าใจง่าย แม้ว่าจันทร์จะไม่ได้จบช่าง หรือวิศวะ อ่านเพียงสองรอบก็พอจะเข้าใจ แต่เรื่องสูตรต่างๆยากเกิน คิดว่าคงต้องถามอาจารย์ที่อบรมก็น่าจะพอไหว หญิงสาวยิ้ม ก่อนเก็บเอกสารไว้ในแฟ้มเตรียมกลับบ้าน 

“ไปดูพี่หมาน้อยดีกว่า” 

เมื่อตอนพักเที่ยงไปดูยังหลับอยู่ ตอนนี้ไม่รู้เป็นไงบ้าง ไปปลุกพี่เขาเพื่อเตรียมกับบ้าน
      
       แสงสว่างในช่วงบ่ายลอดผ่านผ้าม่านขาวในห้องพยาบาล ทำให้ชายหนุ่มต้องตื่นขึ้นมาด้วยความไม่เต็มใจ   

“พี่หมาน้อยเป็นไงบ้าง” สาวหางม้ายิ้มกว้างหลังจากที่แตะหน้าผากเขาเบาๆ ด้วยความห่วงใย
“หายแล้วนิ ตัวไม่ร้อนแล้ว หน้าก็ไม่แดง”  หญิงสาวดึงผ้าห่มออกเตรียมที่จะพับเก็บ

เฮ้ย! ดึงออกเลยเหรอ พี่ขอ นอนอีกหน่อยนะ ทำให้ไข้ขึ้น แล้วยังมากวนการนอนอีก” 
ชายหนุ่มดึงกลับ บ่นพึมพำเบาๆ ทำท่าจะนอนต่อ 

  “5 โมงแล้วนะพี่ จะเลิกงานแล้ว อยากนอน นอนเลย ไปหละ” หญิงสาวตัวเล็กปล่อยผ้าห่มในมืออก  

“เฮ้ย รอพี่ด้วย”  พี่หมาน้อยพูดด้วยเสียงเบาๆ แต่ก็ทำให้คนที่เป็นน้องดึงผ้าห่มมาพับต่อ
“นึกว่าชอบห้องพยาบาล” หญิงสาวอดแขวะไม่ได้

    30 นาที ชายหนุ่มและหญิงสาวก็มาหยุดหน้ารถไฟฟ้าเตรียมที่จะขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน 

“พี่หมาน้อยเป็นไงบ้าง ดูหน้าจะแดงอีกแล้วนะ” หญิงสาวทำท่าจับหน้าฝาก    
“ไม่เป็นไรอะ ไม่ต้องจับก็ได้ อายเขา” ชายหนุ่มยิ้ม ทำท่าอายๆ 

“อายอะไรพี่ ตอนเช้าจันทร์ก็ทำแบบนี้ ใครคิดอะไรก็ช่างเขา” หญิงสาวทำท่าจะจับหน้าผากอีกครั้ง เพราะใจยังรู้สึกเป็นห่วงอยู่

“ตามใจ” ชายหนุ่มเลยจำยอมให้รุ่นน้องทำตามที่ใจต้องการ


  “ดีจัง ตัวไม่ร้อนแล้ว”  หญิงสาวกล่าวพร้อมกับส่งยิ้มให้ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะค่ะ

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่4 ฟ้าหลังฝน

   
        ขอนางฟ้า กล่อม เจ้า แทนตัวพี่   
        ให้คนดี มีสุข ไม่เศร้าหมอง 
        ซับน้ำตา ให้เจ้า อย่าเพียงมอง      
        ขอให้น้อง นอนหลับ พักกายใจ
                  แม้ว่าเจ้า ไม่รู้ ว่ามีพี่                  
       แต่คนดี พี่จะ ไม่ไปไหน
          คอยเฝ้ามอง ถนอมเจ้า ด้วยดวงใจ     
        ไม่ให้ใคร ทำร้าย ใจเจ้าเลย

    จันทร์เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเมื่อแม่เข้ามาปลุก แม้จะเป็นวันเสาร์ที่ไม่ต้องทำงาน แต่บ้านนี้ไม่อนุญาตให้ลูกนอนตื่นสายสักคนเดียว
    ตาที่บวมจนปวดเป็นผลจากการร้องไห้มันไม่ชัดเท่ากับอาการที่จามตลอดเวลา ทำให้แม่บ่นเรื่องที่ไม่พกร่มติดตัวจนตัวเปียกเป็นลูกหมา มากกว่าจะสังเกตเห็นตาลูกสาวที่บวมมากกว่าปกติ 
   “กินยาพาราดักไว้ก่อนนะลูก ดื่มน้ำเยอะๆ ดื่มน้ำส้ม ทานวิตามินซีด้วยนะ อ้อแล้วอย่าลืมกินข้าวต้มล่ะ” แม่สั่งชุดใหญ่ แต่จันทร์ก็ทำทุกขั้นตอนไม่กล้าขัด เพราะถ้าแม่มาตรวจเจอที่หลัง มีหวังบ่นไปอีก 3 วันเลยทีเดียว
   มื้อเช้าหลังจากที่ทุกคนทานเสร็จ แม่จะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในบ้านต่างจากพ่อที่จะอยู๋ในบริเวณสวนหน้าบ้าน
   
    ดอกไม้หน้าบ้านที่พ่อขยันหาซื้อมา ทำให้หน้าบ้านมีสารพัดพรรณดอกไม้  กลิ่มหอมตลบอบอวลของจำปีสีทองที่ออกดอกเต็มต้น และแก้วหิมาลัยที่กำลังแข่งกันบาน ทำให้จันทร์ผ่อนคลายมากขึ้น 
แก้วหิมาลัย
               
“หนู ไม่สบายไม่ใช่เหรอลูก”  ชายผู้สูงวัยเงยหน้าถามลูกสาวที่เดินมาหา ก่อนที่จะก้มหน้าถอนต้นหญ้าเล็กๆ ในกระถางชวนชมต่อ
        “ หนู อยากเดินเล่นก่อน แล้วค่อยไปนอนค่ะ ” จันทร์กล่าวก่อนที่จะก้มตัวหอมแก้วพ่อแรงๆ หนึ่งฟ้อดใหญ่ 
          “เป็นอะไร หรือเปล่าลูก?” ผู้เป็นพ่อถามด้วยความเป็นห่วง เพราะถ้าจันทร์หอมแก้มพ่อครั้งใดนั้น หมายถึง จันทร์มีปัญหาที่บอกแม่ไม่ได้
   จันทร์เดินจูงมือพ่อ ชมสวนดอกไม้ไปเรื่อยๆ  “ ไม่มีอะไรค่ะ เพียงแค่ หนูเจอกับนัดเมื่อคืน ตอนที่เขาขอสาวแต่งงานค่ะ” จันทร์ยิ้มให้พ่อ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเศร้า 
        “ดีแล้วที่ได้เห็น จะได้ตัดใจเสียทีไง และหนูควรยินดีกับนัดด้วย ที่เขาได้เจอคนของเขาแล้ว ถ้าหนูคิดว่านัดคือเพื่อน หนูจะไม่สุขใจเหรอที่เพื่อนจะแต่งงาน”พ่อพูดแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนโอบเอวลูกสาวเพื่อเดินกลับไปยังตัวบ้าน “ลูกพ่อออกจะเข้มแข็ง ผ่านได้สบาย ยิ้มไว้ลูก”
        คำพูดของพ่อทำให้จันทร์ อดหวนคิดถึงนัดที่เป็นทั้งเพื่อนและแฟนคนแรกไม่ได้ บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่อาจจะไม่ใช่เสมอไป นัดคือชายคนแรกที่ร้องเพลงกล่อมจันทร์นอน เป็นคนที่มารับจันทร์ทุกวันเมื่อจันทร์ฝึกงานเสร็จ ทำให้จันทร์อายแทบตายเมื่อถูกพี่ยีราฟและพี่แพนด้าแซวเพราะอิจฉาในความหวานของเรา นัดทำให้จันทร์รู้จักรัก และเป็นคนที่ตอบแทนความรักของจันทร์ ด้วยคำว่า “ขอโทษ เราไม่เหมือนเดิม และเดินจากไป​“ หลังงานเลี้ยงฉลองรับปริญญาในช่วงเย็น

       จันทร์ไม่เคยรู้ว่า สาเหตุของการเลิกกันนั้นเพราะอะไร? 
 สำหรับจันทร์ สิ่งที่อยากรู้มาตลอดคือ “ อะไรทำให้เขาต้องขอเลิกและจันทร์ผิดอะไร”
             “หรือสาวสวยที่นัดขอแต่งงานคือสาเหตุ
              หรือเพราะความเชยของจันทร์คือสาเหตุ
              หรือเพราะความไกลกันหลังจากเรียนจบคือสาเหตุ
              หรือ หรือ??”

      “จันทร์” พ่อเรียกสติของจันทร์คืนมา หลังจากเห็นลูกสาวหยุดเดินและมีสีหน้าที่เครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
      “คิดอะไรอยู่ลูก” เสียงพ่อเตือนสติ “ถ้าคิดเรื่องนัดอยู่ พ่อแนะนำให้หยุดคิด เพราะคำตอบมันไม่ได้อยู่ที่หนู ยิ่งหนูคิดหนูก็จะมีแต่ทุกข์นะลูก ปล่อยวางซะ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องคิดต่อ บางคำถามไม่จำเป็นต้องมีคำตอบก็ได้นะลูก ให้มันจบเพื่อตัวลูกเอง” พ่อมองลูกสาวที่ยังคงคิ้วขมวดอยู่ ก่อนจะชี้ชวนให้ลูกสาวมองไปที่ฟ้ากว้าง

       “วันนี้ฟ้าสวยไหม” พ่อมองฟ้า พร้อมกับมองหน้าลูกสาว

         “สดใสค่ะ พ่อ” จันทร์มองพ่อด้วยความสงสัย
           
          “เมื่อคืนฝนตกฟ้าคะนอง ท้องฟ้าดูน่ากลัว ใช่ไหม? แต่เมื่อฝนจากไป ดูสิ เราได้เห็นท้องฟ้าที่สวยงาม ต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้ชูไสวแข่งกันส่งกลิ่นหอม แม้สนามหญ้าจะรกไปบ้าง แต่พอกวาดเสร็จก็สวยเหมือนเดิม พ่ออยากให้ลูกมีชีวิตดังฟ้าหลังฝนนะ วางสิ่งที่กวนใจลูกออกไป จำเฉพาะส่วนที่ดีของนัดไว้ ส่วนที่ไม่ใช่ให้ทิ้งไปนะลูก เริ่มต้นใหม่ ให้อภัยนัด และให้อิสระกับตัวเอง ทำได้ไหมลูก? ลูกก็จะเห็นสิ่งที่สวยงามที่อยู่ตรงหน้าไม่ทำคิ้วขมวดเหมือนตอนนี้  นำความสดใสของลูกกลับมายังบ้านของเรานะ พ่อรักลูกนะ  ลูกรัก ” 
           พ่อชวนให้จันทร์เข้าบ้าน เพราะแดดเริ่มแรงแล้วเดี๋ยวจะไม่สบาย
  
          “พ่อจ๋า คำพูดทุกคำของพ่อ ทำให้จันทร์มองโลกไปในทางที่ดีเสมอ มันเป็นยาใจที่ไม่ต้องซื้อหาด้วยเงิน แค่กลับบ้านมากอดพ่อก็จะได้กำลังใจเต็มถังแล้ว จันทร์รักพ่อค่ะ” จันทร์คิดและเดินพร้อมพ่อกลับไปยังตัวบ้าน


                                             พบกันตอนต่อไปเร็วๆ นี้



วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 3 เราคือคนที่ใช่สำหรับใคร

                    

        หากรู้ว่า รักนี้ จะทนทุกข์  
        คงจะหยุด ไม่เดิน ให้ใจหาย
         หัวใจนั้น เจ็บช้ำ ช้ำเจียนตาย 
              มันน่าอาย ที่เผลอเดิน โดยตั้งใจ

  
           สายฝนที่โปรยปรายในช่วงเดือนสิงหา ยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทางเดินที่แฉะนอง ฝนที่ตกมาแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แสงนีออนสีเหลืองอ่อนจากไฟทางสลับกับเงามืดของตึกแถวที่ปิดสนิท  
           ภาพชายหนุ่ม หญิงสาวจูงมือกันวิ่งฝ่าฝนมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด ทำให้ชายหนุ่มที่วิ่งตามมาด้วยความเป็นห่วงต้องหยุดชะงัก ชายนักเปียโนตั้งใจจะนำร่มมาให้สาวน้อย เมื่อเห็นว่าฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก หลังจากที่พวกเขาจากไปไม่นาน 
    แต่เมื่อเห็นมือของสองหนุ่มสาวจับกันแน่นและวิ่งตรงไปยังสถานีรถไฟอย่างรวดเร็ว 

           “คง ไม่ต้องใช้แล้วมั้ง”

           ชายนักเปียโนพึมพำเบาๆ พร้อมทั้งกำร่มที่ถือไว้แน่น หันหลังกลับเดินไปยังจุดที่เขาเพิ่งเดินผ่านมา โดยที่ตัวเขาเองก็เปียกปอนไม่ต่างจากชายหนุ่มและหญิงสาวที่จากไป 
           สองหนุ่มสาว ปล่อยมือออกมาแทบจะพร้อมกันเมื่อถึงสถานี ความเงียบสงบยามค่ำคืนในมหานครที่ไม่เคยหลับใหล และความเงียบของสถานีรถไฟฟ้าที่ปราศจากคน ทำให้ได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจหอบๆ ของชายหนุ่มและหญิงสาวเท่านั้น

           “เป็นไงบ้างเรา” พี่หมาน้อยถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยน จนทำให้จันทร์ อดที่จะร้องไห้อีกไม่ได้ เพราะรอยยิ้มของพี่หมาน้อยมันคล้ายกับนัดเหลือเกิน
    
           “อ้าวร้องอีกแล้ว ไม่ร้องแล้วนะ” พี่หมาน้อยลูบหัวหวังจะปลอบ แต่สาวน้อยเงยหน้าขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่ยังไหลอยู่
           “จันทร์ผิดตรงไหน คะพี่
 จันทร์   ฮือๆ”
   
            เสียงร้องไห้กับบรรยากาศที่คล้ายกัน ทำให้เขา อดคิดถึงหญิงอีกคนหนึ่งไม่ได้ เขาเองก็เคยได้ยินคำถามนี้เหมือนกัน กับสาวที่วันนี้เจอกันโดยบังเอิญ แต่วันนั้นเขาไม่รู้จะตอบอะไร ทำได้แค่เงียบและเดินจากไปท่ามกลางสายฝนเหมือนบรรยากาศวันนี้ 
“ขี้ขลาดสุดๆ” เขาคิด
                         
“จันทร์ไม่ผิดหรอก เพียงแต่เราคือคนที่ไม่ใช่เท่านั้นเอง” ชายหนุ่มปลอบหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย 

             “ใช่ เราไม่ใช่สำหรับฟ้าและฟ้าไม่ใช่สำหรับเรา” ชายหนุ่มคิด ก่อนที่จะถอนหายใจ มือก็ยังลูบหัวหญิงสาวตรงหน้าอยู่ 
            "เวลาจะช่วยได้ สู้ๆนะ ” เสียงอบอุ่นที่ให้กำลังใจทำให้จันทร์สงบลง แต่ชายหนุ่มกับมีคำถามในใจ“เวลาช่วยได้จริง แต่มันสักกี่ปีล่ะ” ชายหนุ่มคิดก่อนที่จะถอนหายใจอีกครั้ง ด้วยความท้อใจกับชีวิตตนเอง
             จันทร์เช็ดน้ำตา และยิ้มให้พี่หมาน้อยเมื่อมองเห็นรถไฟฟ้ากำลังจะมาถึง “ไปกันเถอะค่ะ” สองหนุ่มสาวไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยหลังจากขึ้นรถไฟฟ้ามาแล้ว ทั้งสองเหมือนอยู่ในภวังค์ของความคิด 
              5 ทุ่ม 5 นาที จันทร์ก็มาถึงบ้านต้นตาล บ้านไม้ 2 ชั้นหลังไม่ใหญ่มากแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น 
              สาวสูงวัย แต่ยังคงความสง่า ยืนกางร่มอยู่ที่หน้าบ้าน พอเห็นเจ้าตัวแสบวิ่งเข้ามาหา ก็อดต่อว่าไม่ได้
             “ หนูบอกแม่ว่า 5 ทุ่มไม่ใช่เหรอ แต่นี่มันสายกว่า 5 นาที คราวหน้าจะไม่ให้ไปแล้วนะ แถมตัวยังเปียกกลับมาอีกถ้าเป็นหวัดจะหยิกให้เนื้อเขียวเลย” แม่ทำท่าจะหยิก แต่ต้องหยุดมือลงหลังจากเห็นชายหนุ่มที่เดินตามมาด้วย


“แล้วใครหละ สุดหล่อคนนี้น่ะ”

              จันทร์กอดแม่ไว้แน่น น้ำตาที่เพิ่งหยุดกลับไหลออกมาได้อีก ยังดีที่ฝนและแว่นหนาๆ ช่วยบดบังน้ำตา ทำให้แม่ไม่รู้ว่าจันทร์กำลังร้องไห้อยู่
              
  “ดูสิตัวเปียกทั้งคู่เลย เข้ามาก่อนนะพ่อหนุ่ม” แม่พูดพร้อมชี้ชวนให้พี่หมาน้อยเข้ามาในบ้านด้วยกัน

             "หนูลูก พ่อนอนไม่หลับนั่งรอหนูอยู่ในบ้านแหนะ ไปหาพ่อก่อนแล้วตรงไปอาบน้ำเลยนะ" เสียงแม่กำชับ ก่อนจะนำพี่หมาน้อยเข้ามาในบ้าน
             หลังจากดื่มน้ำขิงอุ่น​ๆ และการได้เช็ดตัวให้แห้ง ชายหนุ่มก็กล่าวสวัสดีผู้ใหญ่ทั้งสองอีกครั้ง อย่างเป็นทางการ ผมชื่อ คฑาวุธ หรือวุธแต่ที่ทำงานเรียกหมาน้อย เป็นพี่ที่ทำงานครับ พอดีพี่หมีอ้วนเห็นว่าผมกลับทางเดียวกับน้องจันทร์ เลยวานให้ผมมาส่งครับ ชายหนุ่มพับผ้าเซ็ดตัวที่ใช้แล้ววางลงบนโต๊ะและกล่าวขอบคุณสำหรับความกรุณาที่ท่านทั้งสองมีให้ 
            “ผมต้องขอโทษอีกครั้งนะครับที่ผมมาส่งน้องดึกเกินไป” ชายหนุ่มยกมือไหว้เพื่อขอโทษและกล่าวลา เพราะใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว 
             ผู้ใหญ่ทั้งสองรับไหว้ด้วยความเต็มใจ ทั้งยังขอบใจที่พาจันทร์มาส่งบ้านด้วยความปลอดภัย ฝากลาน้องจันทร์ด้วยนะครับ ชายหนุ่มยิ้มกับแม่ของจันทร์ 
                       
 "ว่างๆก็มาเที่ยวบ้านนี้บ้างนะจ๊ะ "แม่ของจันทร์ยิ้มพร้อมกับเดินไปส่งชายหนุ่มถึงหน้าบ้าน

       ดวงดาวที่ส่องสว่างระยิบระยับบนท้องฟ้าเมื่อไร้เมฆฝนเฉดเช่นฟ้ากระจ่างดาว มันแตกต่างสิ้นเชิงกับความรู้สึกมืดมนของชายหนุ่มที่เดินกลับบ้าน “คืนนี้จะหลับลงไหมเนี่ย” ชายหนุ่มถอนใจ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทที่2 วันแรกกับจุดเริ่มต้น

       เสียงหัวเราะดังๆ และเสียงชนแก้ว ในร้านอาหารกึ่งผับแถวสุขุมวิทมันทำให้จันทร์อดคิดไม่ได้ว่า นี่แหละชีวิตของคนทำงานหลังเลิกงาน
       พี่หมีอ้วนแนะนำให้จันทร์รู้จักกับพี่ๆทุกคนในตอนเช้า พี่ยีราฟ และพี่แพนด้า แนะนำตัวอย่างเป็นทางการขัดกับท่าทางที่ช่างไม่ทางการเสียเลย 
       พวกพี่เขาสนิทกับจันทร์ตั้งแต่จันทร์มาฝึกงานเมื่อปีที่แล้ว และยังเป็นตัวตั้งตัวตีช่วยให้จันทร์ได้งานในครั้งนี้ด้วย เพราะโดยปกติแล้วแผนกนี้รับแต่ผู้ชาย (หล่อๆ และอัทธยาศัยดี เท่านั้น)  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผลว่าทำไมกว่าจะเรียกตัวจันทร์ถึงนานกว่าสามเดือน
        อ้อ ! ในทีมมีพี่หมาน้อยด้วยนะคะ ซึ่งเป็นคนเดียวที่จันทร์ไม่รู้จัก เพราะพี่เขาเข้าทำงานหลังจากที่จันทร์ฝึกงานจบแล้ว  แต่ด้วยการแนะนำตัวดูจริงใจ ประกอบกับอายุที่ห่างกันแค่ 3 ปี และการคุยกันอย่างสนุกสนานเกือบตลอด 1 วันเพราะนั่งติดกัน ทำให้จันทร์จึงรู้สึกสนิทกับพี่เขาไม่ยาก  พี่หมาน้อยเป็นที่รักของทุกคนจนได้ฉายาว่าหมาน้อย เพราะทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด การพูดและการแสดงออกที่ดูจริงใจ รวมทั้งความมีน้ำใจ ทำให้พี่เขาเป็นที่รักของทุกคน ด้วยทีมงานที่เป็นชายทั้งหมด 4 คน ทำให้จันทร์เหมือนดาวที่ถูกเดือนล้อมรอบ 
       เสียงเพลงสนุกสนานในร้านเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเพลงช้าๆ เศร้าๆ แต่บรรยากาศสังสรรค์ยังคงครื้นเครงด้วยการพูดคุยที่ออกรสเมามันจากการเผากันไปมาระหว่างพวกพี่ๆ  จนจันทร์อดคิดไม่ได้ว่า เอาเรามาอ้างเพื่อหาเรื่องมาสนุกกันเองหรือเปล่าเนี่ย
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อเวลาเกือบ 2 ทุ่มซึ่งเป็นเวลาที่ตกลงกับทางบ้านว่าจะกลับแล้ว จันทร์จึงขอตัวไปรับโทรศัพท์และบอกกับแม่ว่าจะกลับไม่เกิน 5 ทุ่ม ซึ่งแน่นอน ก็จะได้ยินเสี่ยงบ่นมาตามสายอีกสัก 2-3 นาที ก่อนที่จะลากัน

จ๊ะ แม่จันทร์จะระวังตัว จุ๊บๆ รักแม่นะ

       “แม่ว่าไงบ้าง ยัยหางม้า” พี่หมีอ้วนถามอย่างรู้ใจ หลังจากที่จันทร์กลับมาที่โต๊ะ  ใครๆ ที่สนิทกับจันทร์จะรู้ทันทีว่าแม่ของสาวเจ้าขี้บ่นแค่ไหน ไม่เว้นแม้แต่พี่ๆ ที่ช่วยสอนงาน พี่หมีอ้วนเคยลิ้มรสมาแล้วตอนโทรมาขออนุญาตแม่ของจันทร์ เมื่อมีงานเร่งด่วนจนจำเป็นต้องให้จันทร์อยู่ดึก แม้ว่าแม่ของจันทร์จะดูขี้บ่นไปบ้าง  แต่ขนมที่แม่ของจันทร์ฝากมาให้ในวันรุ่งขึ้น ทำให้พี่ๆ ทุกคนมีความสุขด้วยความอร่อยของขนมและโน๊ตเล็กๆที่เขียนถึง
                       
        “พยายามเข้านะทุกคน”  นั่นเป็นประโยคที่ทำให้ใครหลายๆคน รับรู้ถึงความปรารถนาดีที่แม่ของจันทร์มีให้เสมอ

         “แม่บอกไม่เกิน 5 ทุ่มต้องถึงบ้านค่ะพี่”  พี่หมีอ้วนทำการตบบ่าพี่หมาน้อยเป็นการมอบหมายแบบกลายๆ “ไปส่งน้องด้วยนะ มันกลับทางเดียวกับเอ็ง”
       บรรยากาศของร้านอาหารเปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อมีเสียงผิวปาก และมีชายคนหนึ่งกำลังขึ้นไปร้องเพลง
       จันทร์หันหลังให้กับเวทีเล็กๆ เพราะสนใจอยู่กับการสนทนาระหว่างพี่ยีราฟกับพี่แพนด้าที่พูดถึงสาวๆที่มาอบรมในวันนี้ ทำให้ไม่สนใจกับเสียงแซวที่อยู่เบื้องหลังและเสียงตบมือเชียร์ที่อยู่ด้านล่างเวที
    
       “ฉิ้บหาย” เสียงพี่หมีอ้วนดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับมองหน้าจันทร์ ทำนองเพลง Everything I do( I do it for you) บทเพลงที่หมายจะบอกว่า หญิงที่รักนั้นวิเศษแค่ไหน และรำพรรณถึงความรู้สึกรักของเขาที่มีต่อเธอ เสียงร้องที่แหบๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ จันทร์ไม่มีวันลืมเสียงเขาคนนี้รวมทั้งบทเพลงนี้ด้วย

นัด

       ชายผู้ซึ่งเป็นรักแรกของเธอ จันทร์ตัวเย็นเฉียบ หน้าซีด หายใจไม่ออก นับจากสามเดือนที่เลิกกัน แค่จันทร์ได้ยินเพลงนี้ จันทร์ยังไม่สามารถห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้เลย แต่นี่ใช่เสียงของเขาร้อง 
                            
        “ทำไม ทำไม เขาร้องเพลงนี้เพื่ออะไร?” จันทร์หันกลับไปมองด้วยความสับสนและมันก็กระจ่างขึ้นทันทีเมื่อคำตอบถูกเฉลยหลังเพลงจบพร้อมกับเสียงตบมือที่ดังสนั่น 

 Will you marry me?
  
       แสงไฟสาดส่องไปยังสาวสวยโชคดีที่อยู่ด้านหน้าเวที ผู้หญิงผมสั้นดูทะมัดทะแมง เปรี้ยวๆ แตกต่างจากจันทร์โดยสิ้นเชิง
      
         “จันทร์ไปก่อนนะพี่”  จันทร์ลุกขึ้น จันทร์จำไม่ได้ว่าพี่ๆเขาพูดว่าอะไรบ้าง เสียงโห่ร้องและตบมือดังออกมาถึงนอกร้าน เสียงแห่งความยินดี ยิ่งทำให้จันทร์เจ็บ จันทร์เดินออกจากร้านไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ร่างกายดูหนักไปหมด เรี่ยวแรงที่มีเหมือนถูกดูดหายไป

   “นี่เองสินะ ที่เขาเรียกอกหักยับเยิน”

         เหมือนร้าน The corner of love  จะมีมนต์สะกดเชิญชวนทำให้ร่างไร้วิญญาณของจันทร์เดินเข้าไปในร้านด้วยความไม่ตั้งใจ
          
         ร้านเล็กๆ นี้ตั้งอยู่มุมตึกใกล้สถานีรถไฟ BTS เป็นร้านที่มีลูกค้าน้อยมากๆ หรือ เรียกว่าแทบไม่มีลูกค้าเลยก็ว่าได้ แต่ในร้านกับมีเครื่องดนตรีที่แสนแพงเหมาะสำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาวที่จะนำโชว์ โดยเฉพาะ Grand Piano ที่งามสง่าแม้จะอยู่มุมห้อง มันคือ Premium Pianos ที่นักเปียโนทั้งหลายฝันว่าจะได้เล่นซักครั้ง เสียงเปียโนเบาๆ สอดประสานไปกับเสียงฟลุต มันทำให้ใจที่ปวดร้าวรู้สึกดีขึ้น แต่มันก็ไม่ดีพอที่จะหยุดน้ำตาที่กำลังไหลออกมาได้
        จันทร์นั่งซึมอยู่ในร้านเพียงคนเดียว เธอรู้สึกดีที่ในร้านมีเพียงเธอ นักดนตรี และเจ้าของร้าน  เธอสั่งเพียงน้ำส้มคั้นเท่านั้น ตั้งใจว่าขอดื่มน้ำ หวานๆ ให้มีแรงเดินก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน เพราะถ้ากลับไปในสภาพนี้คงไม่ดีแน่
      เสียงฟลุตหยุดไปสักพักแต่ยังคงเหลือเสียงเปียโนที่คอยบรรเลงเบาๆ ดังเสียงกระซิบ ท่วงทำนองที่ทำให้จันทร์รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนมีใครบางคนคอยปลอบใจ
     “ น้ำส้มค่ะ” น้ำส้มถูกจัดวางตรงหน้าพร้อมกับ สายตาที่เป็นห่วงของสาวสวย รูปร่างสง่า ผิวขาว ผมยาวปะบ่า เธอคือผู้หญิงที่เป่าฟลุ๊ตคนนั้น
     “เป็นอะไรหรือคะ หน้าตาเศร้าจัง เล่าให้พี่ฟังได้นะ จะได้สบายใจขึ้น ”  เสียงที่นุ่มนวลพร้อมกับสายตาที่อ่อนโยน ทำให้จันทร์อดไม่ได้ที่จะโผเข้ากอดเอวพี่สาวที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อและร้องไห้เสียงดังๆ ออกมาด้วยความคับแค้นใจ
       
      เสียงเปียโนหยุดบรรเลงลงครู่นึง  ก่อนจะบรรเลงเพลงอีกครั้ง เหมือนจะให้กำลังใจ
                  
      จันทร์ส่ายหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ บอกว่าไม่เป็นไร และกล่าวขอบคุณ ก่อนที่จะคลายมือออกจากเอวพี่สาวแปลกหน้า
    
      แต่สายตาที่เป็นมิตรของพี่สาวแปลกหน้าที่มองมา รวมทั้งเสียงดนตรีเบาๆ ทำให้บรรยากาศในร้านอบอวนไปด้วยความอบอุ่น  ประกอบกับความทุกข์มากมายที่จันทร์ก็บไว้ไม่ไหว จันทร์ตัดสินใจเอ่ยปากเล่าถึงเรื่องราวความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำวันนี้  หัวใจของเธอที่สลายจากการได้เห็นชายคนรักกำลังขอแต่งงานกับสาวอื่นและเลยไปถึงเรื่องอดีตระหว่างเธอกับเขา เรื่องที่เธออยากลืมแต่ลืมไม่ได้ พี่สาวคนสวยนั่งฟังเธออย่างเงียบๆ ด้วยความเข้าใจ เธอกุมมือจันทร์ไว้ แล้วปลอบหลังจากจันทร์เล่าจบว่า

                         "ไม่เป็นไรนะ แล้วทุกอย่างจะผ่านไป" เสียงและไออุ่นจากมือของพี่สาวแปลกหน้าทำให้ใจของจันทร์ดูจะแข็งแรงขึ้น
        
        เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่เบอร์ของแม่แต่เป็นเบอร์พี่หมาน้อยที่จันทร์บันทึกไว้ระหว่างที่คุยกันไปมาในเวลาทำงาน 
“ค่ะ พี่หมาน้อย”  จันทร์พยายามรวบรวมสติให้เสียงเป็นปกติที่สุด

        “ จันทร์เป็นไงบ้าง  พี่ๆ ทุกคนเป็นห่วงมากนะ เราอยู่ไหน ถึงบ้านหรือยัง? ปลายสายไม่รอคำตอบแรกแต่ถามเพิ่มทันทีด้วยความเป็นห่วง "ถ้ายัง บอกพี่ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน พี่จะส่งเราถึงบ้านเอง” เสียงตามสายบอกถึงความเป็นห่วงอย่างมาก" 
        “จันทร์อยู่ในร้านอาหารเล็กๆ ใกล้สถานีรถไฟ BTS ค่ะ ชื่อร้าน The corner of love พี่ไม่ต้องมาก็ได้นะ จันทร์น่าจะกลับบ้านเองได้ค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” เสียงตอบกลับฟังแล้วน่าจะดีขึ้น แต่เขายังไม่สบายใจจนกว่าจะได้เห็นกับตาว่าเจ้าตัวดีขึ้นจริง
                                                            
“พี่จะไปรับ เห็นร้านแล้ว เจอกันนะ” 

          เสียงกระดิ่งที่ติดอยู่ตรงประตูทางเข้าดังขึ้นในอีกไม่กี่วินาที
               
         " จันทร์เป็นไงบ้าง”  ชายผมสีน้ำตาลออกดำหยักโสกน้อยตัดลองทรงสั้น ดูยุ่งนิดหน่อย ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน และรูปร่างเล็กๆ พร้อมกับผิวสีขาวอมชมพูที่ผู้หญิงหลายคนฝันว่าอยากจะมี พี่หมาน้อยเดินเข้ามาหาจันทร์อย่างเร็วด้วยความห่วงหวังจะพาสาวน้อยกับบ้าน
         
          “วุธ”  เสียงพี่สาวแปลกหน้าดังขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นชายที่อยู่ตรงหน้าชัดๆ 
                              
          “ฟ้า มาได้อย่างไร”  พี่หมาน้อยพูดขึ้นทันที ด้วยท่าทีที่ตกใจ ประโยคคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ 
     
           "มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ฟ้าจะไม่อยากคุยกับเขาอีก เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเสียงนี้หลังจากที่แยกกันไปนานกว่า 7 ปี" ชายหนุ่มคิด 
           ความรู้สึกและท่าทีของชายหนุ่มและหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าจันทร์ มันทำให้อึดอัด นักเปียโนจำเป็นต้องหยุดเล่นทันที ตั้งใจจะมาช่วยทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น แต่ยังไม่ทันลุกเดินออกมาจากมุนห้อง สงครามเล็กๆก็จบลงอย่างรวดเร็ว

          “จันทร์กลับเถอะ พี่จะไปส่งใกล้ 5 ทุ่มแล้วเดี๋ยวแม่จะเป็นห่วงนะ” พี่หมาน้อยพูดเสียงดังกว่าที่เคยได้ยิน พร้อมกับหยิบธนาบัติ 500 บาท จำนวนหนึ่งใบวางไว้ที่โต๊ะ "ไม่ต้องทอน" พี่หมาน้อยทำเสียงเข้ม หันไปบอกคนที่น่าจะเป็นเจ้าของร้าน  แต่พี่สาวแปลกหน้ากับพูดตัดหน้าว่า  “ ตัดบัญชีฟ้าค่ะ ฟ้าเลี้ยงน้องคนนี้เอง" ก่อนที่จะยิ้มให้จันทร์แล้วลุกขึ้นเดินจากไปทันที ไม่สนใจเงินที่วางอยู่ตรงหน้าและคำขอบคุณที่จันทร์ไม่ทันจะเอ่ยออกมา
        
          “ไป จันทร์”  พี่หมาน้อยนำกระเป๋าของจันทร์ออกจากม้านั่งพร้อมกับจับมือจันทร์อย่างแรง ทิ้งเงินจำนวนนั้นไว้ที่โต๊ะอย่างเดิม กระดิ่งดังขึ้นอีกครั้งหลังจากประตูร้านได้ถูกเปิดออกพร้อมกับลมแรงๆที่พัดผ่านเข้ามา 
                    
สายตาทั้งสองคู่เฝ้ามองเบื้องหลังชายหนุ่มและหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป 
สองความรู้สึก สองหัวใจ กับอารมณ์ที่ต่างกัน


      สายตาชายที่เล่นเปียโน สายตาที่บอกถึงความเป็นห่วงสาวน้อยที่เจอกันเพียงแค่ครั้งเดียวในรถไฟฟ้า จนอดไม่ได้ที่จะให้ฟ้าเพื่อนสนิทเดินเข้าไปปลอบใจ ความห่วงใยที่เขาพยายามส่งผ่านเสียงเปียโน หวังให้สาวน้อยหยุดร้องไห้ อยากให้เธอรับรู้ว่า ยังมีคนคนหนึ่งที่ห่วงใยและให้กำลังใจ

       ส่วนอีกสายตาของสาวสวยที่เล่นฟรุ้ต สายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน และอารมณ์ที่บอกไม่ถูกเมื่อได้มาเจอคนที่อยากเห็นและไม่อยากเห็นที่สุดไปพร้อมๆกัน 
                                                
                                          “วุธ ที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเรากลับมา”
                                            

                                           เจอกัน บทที่ 3 นะคะ

                                                (เร็วๆนี้)